ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โรคที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศ

 วันว่างๆของนักวิชาการสาธารณสุขอย่างผมคือการนั่งเฝ้าร้านขายยาและดูหนัง เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้ทั้งดูหนังและอ่านหนังสือเรื่อง THE  HUNGER GAME  ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่ามันเกี่ยวอะไรกับงานของนักวิชาการสาธารณสุข

 ผมขอสรุปเรื่องราวของหนังเรื่องนี้สั้นๆนะครับว่า ในหนังเขาจะจับเด็กอายุ6-18 ปีไปเล่นเกมล่าชีวิต คือเอาไปปล่อยที่ไหนสักแห่งแล้วมีกติกาว่า ผู้ชนะคือคนที่รอดชีวิตคนเดียว  จากการที่ผมได้อ่านหนังสือทำให้ทราบว่านอกจากผู้เล่นเกมจะโดนล่าโดยผู้เล่นด้วยกันแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ผู้เล่นจบชีวิตก็คือสภาพภูมิประเทศ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักในการตายของผู้เล่นด้วยซ้ำไป

  ผู้เล่นอาจตายด้วยสภาพอุณหภูมิที่สูงขึ้น จนทำให้การหมุนเวียนเลือด การหายใจ และระบบประสาทล้มเหลว หรืออาจหนาวตายในตอนกลางคืนก็เป็นไปได้

  นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมได้หวนกลับมาคิดว่าผมในฐานะนักวิชาการสาธารณสุขควรหันมาใส่ใจโรคที่เกิดจากการแปลงเปลี่ยนของาภาพภูมิประเทศ 2 โรคที่น่าสนใจ คือ โรคลมแดดและโรคทางเดินหายใจ

โรคลมแดดมีชือภาษาอังกฤษว่า Heat Strokes  ความรุนแรงของโรคนี้ขึ้นอยู่กับการหมุนเวียนเลือด การหายใจ และระบบประสาท การเพิ่มขึ้นของคลื่นความร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ในเขตเมืองเป็นสัญญาณที่บอกว่าการตายจะเพิ่มขึ้น

โรคทางเดินหายใจหรือ Respiratory Diseases คือ สภาพการหายใจที่เป็นไปอย่างลำบาก โรคทางเดินหายใจเป็นสาเหตุหลักของการตายในประเทศกำลังพัฒนา และเป็นสาเหตุใหญ่ของการป่วยของเด็กในประเทศพัฒนาแล้ว  และสถิติที่น่าสนใจคือ ในปี 1990 โรคทางเดินหายใจเป็นสาเหตุหลักของความพิการและการเจ็บป่วยทั่วโลก ในปี 2020 โรคทางเดินหายใจจะเป็นโรคที่ติด 10 อันดับโรคแรกของสาเหตุที่ทำให้สุขภาพของคนทั่วโลกแย่ลง

โรคทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด และโรคภูมิแพ้ เป็นสาเหตุที่เกิดจากปัจจัยต่างๆรวมกัน ปัจจัยต่างๆเหล่านี้เชื่อมโยงกับพันธุกรรม และวิถีการดำเนินชีวิตภายใจ้สภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันของแต่ละคน

นักวิชาการสาธารณสุขกับความก้าวหน้า

  7 ปี ผ่านไปเร็วเหมือนโกหก จากนักวิชาการสาธารณสุข จบใหม่ ไฟแรง ณ ตอนนี้ก็เริ่มฟมดไฟจริงๆแล้ว ด้วยเหตุการณ์ที่ธรรมดาๆรายได้เพิ่มทีละนิดทีละน้อย เหมือนน้ำซึมบ่อทราย ไหลมาเรื่อยๆแต่ไม่เคยหมด ประกอบการทำงานมา 7 ปี แต่อายุราชการเพียง 4 ปี หลายๆอย่างทำให้เหนือยหัวขิต หัวใจ

  อนาคตของนักวิชาการสาธารณสุข  ขั้นแรกคงต้องหาทางสอบบรรจุให้ได้ และเรียนปริญญาโทให้จบแบบเร่งด่วน เพื่อความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด  จากตอนนั้นก็รอเวลาที่จะได้ระดับชำนาญการพิเศษ

  ทางทุกสายย่อมทอดสู่กรุงโรม ฉันใดก็ฉันนั้น ความก้าวหน้าของนักวิชาการสาธารณสุข ใช่เพียงแต่รอให้ได้เวลางานแล้วทำผลงานให้ได้ชำนาญการพิเศษ  มีอีกหนึ่งหนทางซึ่งหลายๆท่านกำลังเดินทางสู่เส้นทางนี้คือ การสอบเรียนต่อแพทย์แนวใหม่หรือเรียกเก๋าๆว่า แพทย์newtract

  เส้นทางนี้นักวิชาการสาธารณสุข สามารถที่จะก้าวกระโดดจากเลขานุการCUPไปเป็นประธานCUP ได้อย่างรวดเร็ว คือใช้เวลาเตรียมตัวอย่างหนักและมีวินัยเข้มข้น 1 ปี จากนั้นไปเรียนแพทย์ อีก 5 ปี นักวิชาการสาธารณสุขท่านนั้นก็ก้าวหน้าทางอาชีพได้อย่าง เลิศหรูมากๆ

 สำหรับการเตรียมตัวก็ต้องเตรียมตัวในเนื้อหา PAT1 PAT2 และ GAT  อีกวิชาคือวิชาความถนัดทางการแพทย์ ซึ่งในส่วนนี้มี 3 พาธ พาธแรกเป็นการทดสอบเชาว์ปัญญา ประเภทเลขคณิต อนุกรมรูปภาพ พาธที่สอง เรื่องการจริยธรรมคุณธรรมข้อสอบจะถามประมาณว่า ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือข้อใด พาธสามเป็นพาธเชื่อมโยง พาธนี้อยากกว่าGATทั่วไปมาก 3 เท่า ใครอยากสอบติดแพทย์ต้องฝึกพาธนี้ให้ดี เพราะถ้าทำได้ก็ได้เต็ม ถ้าพลาดก็เข้าป่าเลยครับ

 สำหรับคุณสมบัติของแพทย์นิวแทคก็มีประมาณนี้ครับ
2.1 มีสัญชาติไทย
2.2 สําเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยมีรายวิชาที่เทียบ
ได้ในรายวิชา ฟิสิกส์ทางการแพทย์ เคมีทั่วไป เคมีอินทรีย์ ไม่น้อยกว่า 3 หน่วยกิตในแต่ละรายวิชาและแต่ละรายวิชาต้องได้ค่าระดับขั้นไม่ต่ํากว่า C (2.00)
2.3 มีอายุไม่เกิน 30 ปีบริบูรณ์ (นับถึงวันหมดเขตการรับสมัคร)
2.4 มีประสบการณ์ในการทํางานเกี่ยวกับการสาธารณสุขอย่างน้อย 2 ปี (นับถึงวันหมดเขตการรับ
สมัคร) พร้อมแนบใบรับรองมาในวันรับสมัคร
2.5 เป็นผู้ที่ไม่มีโรคติดต่อร้ายแรง โรคสังคมรังเกียจ หรือโรคสําคัญที่จะเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา
2.6 เป็นผู้ที่มีความประพฤติเรียบร้อย ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเต็มความสามารถ และจะปฏิบัติตาม
ระเบียบ ข้อบังคับของมหาวิทยาลัยอย่างเคร่งครัด
2.7 ไม่เคยต้องโทษตามคําพิพากษาขอศาลถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่ในกรณีความผิด อันกระทําโดย
ประมาทหรือความผิดอันเป็นลหุโทษ
2.8 เป็นผู้ที่มีคะแนนจากการทดสอบวัดความถนัดทั่วไป (GAT) และความถนัดทางวิชาการและ
วิชาชีพ (PAT) ตามที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) สทศ. จัดสอบในครั้งที่
1/2556 (สอบเดือนตุลาคม 2555) และคะแนนการสอบวิชาเฉพาะกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศ
ไทย (กสพท.)  

3. คุณสมบัติเฉพาะของผู้สมัคร

3.1 เป็นข้าราชการหรือพนักงานของรัฐ สังกัดสํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และได้รับอนุญาต
จากผู้บังคับบัญชาให้มาสมัครสอบคัดเลือก โดยในวันสมัครต้องมีใบอนุญาตจากผู้บังคับบัญชามาแสดง หรือพนักงานราชการ บุคคลทั่วไป ในวันยืนยันสิทธิ์เข้าศึกษาต้องมีใบลาออกจากต้นสังกัดที่ปฏิบัติงานอยู่มาแสดงและผู้สมัครต้องสามารถทําสัญญาเพื่อรับราชการภายหลังสําเร็จการศึกษาตามระเบียบและเงื่อนไขของรัฐบาล
3.2 เมื่อสําเร็จการศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตแล้ว จะต้องสอบให้ผ่านการสอบขึ้น
ทะเบียน เพื่อขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่แพทยสภาจัดสอบ
3.3 ต้องมีคุณสมบัติที่จะปฏิบัติงานในส่วนราชการหรือหน่วยงานต่างๆ ของรัฐได้หลังจากจบ
การศึกษาแล้ว โดยต้องสามารถทําสัญญาผูกพันฝ่ายเดียว หรือสัญญาปลายเปิดกับรัฐบาลตามระเบียบและเงื่อนไขของรัฐบาลกับมหาวิทยาลัย
3.4 ผู้สมัครเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตจะต้องมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และ
ปราศจากโรค อาการของโรค หรือความพิการอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา การปฏิบัติงานและการ
ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ดังต่อไปนี้
3.4.1 มีปัญหาทางจิตเวชขั้นรุนแรงดันอาจเป็นอันตรายต่อตนเอง และ/หรือผู้อื่น เช่น
โรคจิต (Psychotic Disorders) โรคอารมณ์ผิดปกติ (Mood Disorders) โรค
ประสาทรุนแรง (Severe Neurotic Disorders) โรคบุคลิกภาพผิดปกติ
(Personality Disorders) โดยเฉพาะ Antisocial Personality Disorders หรือ
Borderline Personality Disorders รวมถึงปัญหาทางจิตเวชอื่นๆ อันเป็น
อุปสรรคต่อการศึกษา การปฏิบัติงาน และการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
3.4.2 เป็นโรคติดต่อในระยะติดต่ออันตราย ที่อาจเกิดอันตรายต่อตนเอง ต่อผู้ป่วยหรือ
ส่งผลให้เกิดความพิการอย่างถาวร อันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและการประกอบ
วิชาชีพเวชกรรม
3.4.3 เป็นโรคไม่ติดต่อหรือภาวะที่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษาที่อาจเกิดอันตรายต่อตนเอง
ต่อผู้ป่วย และการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
3.4.4 มีความพิการทางร่างกายอันอาจเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา การปฏิบัติงานและการ
ประกอบวิชาเวชกรรม
3.4.5 มีความผิดปกติในการเห็นภาพ โดยมีอย่างน้อยข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้
3.4.5.1 ตาบอดสีชนิดรุนแรงทั้งสองข้าง โดยได้รับการตรวจอย่างละเอียดแล้ว
3.4.5.2 ระดับการมองเห็นในตาข้างดี แย่กว่า 6/12 หรือ 20/40
3.4.6 มีความผิดปกติในการได้ยินทั้งสองข้าง โดยมีระดับการได้ยินเฉลี่ยที่ความถี่ 500-2000 เฮิรตซ์ สูงกว่า 40 เดซิเบล และความสามารถในการแยกแยะคําพูด
(speech discrimination score) น้อยกว่าร้อยละ 70 จากความผิดปกติของ
ประสาทและเซลล์ประสาทการได้ยิน (sensorineural hearing loss)
3.4.7 โรคหรือความพิการอื่นๆ ซึ่งมิได้ระบุไว้ที่คณะกรรมการแพทย์ผู้ตรวจร่างกายเห็น
ว่าเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา การปฏิบัติงาน และการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
ทั้งนี้ คณบดี/ผู้อํานวยการวิทยาลัย อาจแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรค หรือ
ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละกรณี ตรวจเพิ่มเติมได้
3.4.8 ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญถือเป็นข้อยุติ
หากปรากฏภายหลังว่าผู้สมัครขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่ง หรือให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือ
จงใจปกปิดข้อมูล ให้ถือว่าเป็นการแจ้งเท็จทําให้ราชการเสียหาย ผู้นั้นจะถูกตัดสิทธิ์ในการคัดเลือกครั้งนี้ และแม้ว่าจะได้รับการส่งชื่อเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแล้วก็ตาม จะถูกถอนสภาพการเป็นนิสิต


อะไรคือ Why -Why Analysis


Why -Why Analysis
สมหวัง  วิทยาปัญญานนท์

20  กรกฎาคม  2549
Font : CordiaUPC
การเข้าใจปัญหา  จำเป็นต้องฝึกพนักงานให้รู้จักการคิดวิเคราะห์ปัญหา
            การวิเคราะห์ตามหลักทำไม  เป็นเทคนิคการวิเคราะห์อย่างถึงแก่น  เพื่อปรับปรุงสถานประกอบ
            ถามว่าใครเคยเรียนวิชานี้มาก่อน  ให้ยกมือ  คนที่เข้าและไม่เข้า  และคนที่ไม่ยกมือเลยคืออะไร  นี่เป็นพื้นฐานของทำไม - ทำไม  หากไม่ตอบจะไล่ทำไม - ทำไมไม่ได้

        ต้องเข้าใจ  5  G
        1.  จะสาวปัญหาให้ชัดเจน  ยึดกุมข้อเท็จจริงให้มั่น
            2.  ทำความเข้าใจในโครงสร้างและหน้าที่ของส่วนที่เป็นปัญหาก่อนที่จะ
                 วิเคราะห์ปัญหา  ควรพิจารณาดังนี้
            -   แยกแยะปัญหา  ข้อเท็จจริงให้ชัดเจน  เข้าใจสถานที่จริง  สภาพจริง  แง่มุม
                ต่างๆ  ของปัญหา  ลักษณะ  ปริมาณ  เวลา  สายการผลิต
            -   ทำความเข้าใจโครงสร้างหน้าที่  วาดภาพ  แผนผัง  วงจร  จากสถานที่จริง

            หลักการ  5  จริง  (5  G)
                        สถานที่จริง                  Genba
                ของจริง                       Genbutsu
                สถานการณ์จริง           Genjitsu
                หลักการ                      Genri
                กฎเกณฑ์                     Gensoku

          ทำความเข้าใจปัญหา  โดยใช้เครื่องพิมพ์ดีดจากเครื่องพิมพ์ที่  1  และ  2  แต่ละวันที่  เช่น  JIPM  ว่าจุดบกพร่องมีอะไร  อย่าดูแค่นั้นแล้วจบ  เช่นดูข้อมูล  5  วัน  หน่วยแกนตั้ง  อย่าลืมเขียนหน่วย  เช่น  จำนวนครั้งต่อ  5  วัน  จากเครื่องที่  1  และ  2  ข้อผิดพลาด  1  และ  2  มี 14  และ  17  ครั้ง  IPM , JIP , m , JI , Pm , Im  แต่ละปัญหาเกิดกี่ครั้งก็จะเข้าใจปัญหา


                การเขียนที่ดีที่ทำให้เข้าใจปัญหา
            อุณหภูมิเตาไม่เพิ่ม  (เขียนไม่ดี)
            อุณหภูมิเตาอุณหภูมิไม่ถึงเกณฑ์กำหนด  (เขียนดี)
            แบริ่งมีปัญหา  (เขียนไม่ชัดเจน)
            แบริ่งร้อน  (เขียนชัดกว่า)
            แผ่นใสขึ้นจอไม่ชัด  (เขียนไม่ชัดเจน)
            แผ่นใสขึ้นจอเบลออ่านไม่ออก  (เขียนชัดเจน)  จงสังเกตให้ครบ  ถุงมือที่ทิ้ง  ถามว่าถุงมือเก่าหรือถุงมือเก่า  ต้องละเอียดให้รอบคอบ  จะได้คลำหาต้นตอได้ง่ายกว่า
            เขียนแปลน  ต้องบอกบ้างว่าเป็นอะไร  ดูไม่ชัดเจนว่าเป็นสายพาน  เขียนรูปแล้วรู้อยู่คนเดียว  จะวิเคราะห์ยากวิเคราะห์เป็นทีมไม่ได้
            การใส่ทำไมทำไมให้เริ่มจากปรากฎการณ์ก่อนอาจคิดจาก  การเป็นนักสืบ  มีคนตาย  มีเลือด  มีคราบ มีมีดปัก  มีก้นบุหรี่ทิ้งไว้  เลือดที่ผนัง  ตู้ล้มปกติเกินไป  เนียนเกินไปน่าสงสัยทำไม  หากเราเป็นตำรวจจะทำอย่างไร  สิ่งแรกที่จะทำคือ  นักสืบไปสถานที่จริง  วิเคราะห์ทำไมทำไม   คือการสั่งหาฆาตรกร  ฝึกคิดทำไมทำไม  ลองไปอ่าน โคนัน
        ฆาตรกรตัวจริง  คือใคร
            -  แนวคิดไม่ดี  ออกแบบไม่ดี
            -  วิธีการปฏิบัติ  ตั้งแต่ติดตั้ง  วิธีการใช้  ขั้นตอนวิธีบำรุงรักษา
            -  วิธีการจัดการและควบคุมดูแล
            ทำไมสะอาดเกินไปก็น่าสงสัย  ในการค้นหามาตรกรหรือสาเหตุของปัญหา
            จงถามทำไมไปเรื่อยๆ  จนรู้มาตรการแก้ไขปัญหาไล่ไปเหลือสุดท้ายอันเดียว 
ทำไมช่วงสุดท้ายดังนั้นก็จะต้องมีทำมาตรฐาน  สุดท้ายความแข็งวัสดุน้อยไป  ก็ต้องใช้วัสดุแข็งเพิ่มขึ้น  หรือสุดท้ายตำแหน่งการติดตั้งไม่ชัดเจน  (ไม่มีขีด)  กำหนดตำแหน่งการติดตั้งให้ชัดเจน  (มีขีด)
            วิธีการมองปัญหา  มองจากสภาพ  และมองจากหลักเกณฑ์และทฤษฎี
            มองจากหลักเกณฑ์ก็ต้องมี  ความรู้  อันจะอธิบายได้การมองจากสภาพ  มักเป็นปัญหาอย่างง่าย  มองเห็นได้ง่ายหากยากๆ  พวกระบบไฟฟ้าควบคุม  จะมองไม่เห็นต้องดูจากทฤษฎีประกอบ  จงใช้ตามความเหมาะสมบางครั้งการใช้ทางกายภาพ  หรือตามหลักการทฤษฎีหน่วยงานซ่อมควรใช้มากๆ  แก้ปัญหาการชำรุด
            สาเหตุที่สลักเกลียวไม่หมุนเกิดจากอะไร เพราะแผ่นเหล็กเป็นสนิมเลย  แล้วใช้ไปเรื่อยๆ  อย่างนี้ไม่ถูก  ต้องไล่ให้ถูกหลัก อย่าคิดว่าทำแล้ว นำเสนอผิดขั้นตอน ผิดวิธี หากเขาเข้าใจ เขาก็ชื่นชมเรา หากเขาไม่เข้าใจ เขาก็หาว่าเรามั่ว จงนำแนวคิดมาเขียนด้วย
เพื่อนำเสนอ จุดอ่อนเราอยู่ที่ ต้องแก้ปัญหานี้ อย่าไปหลงว่าแต่เอาผลลัพธ์ ควรดูวิธีนำเสนอที่ดีด้วย โดยเฉพาะการไปประกวด ส่วนใหญ่เราได้ชนะ เพราะชื่อเสียงเราดังเดิม เขาเชื่อมั่นเรา เรานำเสนอไม่ดี เขาก็ยังคิดดีต่อเรา เราของรางวัล ระดับนานาชาติ เราต้องนำเสนอเก่ง โดยเฉพาะรางวัลจากญี่ปุ่น
            คะแนนจากการประกวด =    RP 2
R         =      ผลลัพธ์                        90%
P      =      กระบวนการ               90%
P      =      การนำเสนอ                 50%
        จงจำไว้เสมอว่า คะแนนจากการประกวดขึ้นอยู่กับการนำเสนอด้วย
            การวิเคราะห์ หากตรวจสอบแล้ว ใช้ได้ (OK) ก็ให้หยุด หากพบว่าไม่ดี (NG = No Good) ก็ต้องวิเคราะห์ไล่ทำไมต่อ เช่นเหล็กเป็นสนิม ก็ต้องหาสาเหตุว่าทำไมเป็นสนิม ไล่ที่ไหน  Where  เกิดที่ไหนก็ได้ บางกรณีไม่ใช่ When ก็ได้ สลักเกลียวร้อนหรือเปล่าจึงติดไม่หมุน เอา What, When, Where, How, มาถามก่อน ไล่ทำไม ต่อก็ได้ อยากให้ใช้ (5W1H) สามัญสำนึกมาดูด้วย ทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หัวสลักเกลียวสึกด้วยหรือเปล่า สึกหรอมากจนเป็นสาเหตุให้สลักเกลียวไม่หมุนก็ได้ หรือสึกหรอมากจนเป็นสาเหตุก็ได้
            การมองปัญหาแบบหลักการและทฤษฎี เช่น แรงหมุนน้อยกว่าแรงต้านทานจากสนิม
            ในความเป็นจริง ใช้วิธีการง่ายๆ ดีกว่าการใช้วิธีการยากๆ เชือดไก่ใยต้องใช้มีดโค
            จริงๆ แล้วอยากให้ทำ QCC แต่ปัจจุบันใช้กลุ่มย่อย (Small Group)
            วิธีการแก้ปัญหา ให้แยกปัญหาออกเป็นง่าย ปานกลาง และยาก แล้วค่อยเลือกวิธีการแก้ แล้วใช้เครื่องมือให้เหมาะสม ปัญหาง่ายก็ใช้วิธีการง่าย แบ่งวิธีการเป็น 4 ระดับ แบบยากเป็นทีมโครงการ แบบลงมาก็ระดับส่วน แบบรองลงมาเป็นแบบแผนก และสุดท้ายเป็นแบบแต่ละคน มาทำ
            ดูเกจน์ไม่ชัด ก็ใช้ใส่สีเข้าไปเลย ไม่เห็นต้องวิเคราะห์อะไรมากมาย อาจเริ่มจากการใช้วิธีการง่ายๆ ก่อน
            วิธีวิเคราะห์ทำไม ทำไม ขั้นยากๆ ก็มี PM  Analysis
            การทาสี ให้ระวัง หัวอัดจารบี อย่าไปทาทับรู จะอัดจารบีไม่ได้ หัวน๊อตส่วนหมุน สีจะเกาะยึด จนหมุนไม่ได้
            การไล่ทำไม ทำไม จะทำให้เหตุสับไปสับมา ควรไล่ตรรกะ ยืนยันความถูกต้องว่าเป็นเหตุผลที่แท้จริง ทำอ่านย้อนกลับ จากสุดท้ายมาหาปรากฎการณ์เริ่มต้น เช่น ทำไมเด็กร้องให้ ให้ดูจากภาพ ที่มีกระป๋องล้ม ปลาอยู่ข้างนอก ประแจตกใส่หัว
            ลองคิดดู คิดแบบเดินหน้าและแบบคิดย้อนกลับ
                        เด็กร้องให้       à      เพราะปลาตาย
                        ปลาตาย           à      ถังล้ม
                        ปลาตาย           à      เด็กเศร้า
                        เศร้า                 à      เด็กร้องให้หรือเปล่า
            ฝาครอบโซ่ชำรุดเพราะหลวม หรือเพราะรถชนถูกฝาครอบ ลองไล่ดูที่ไม่กระโจนข้าม
            สลักเกลียวหลวมเพราะสั้น สั้นเพราะลูกกลิ้งไม่เรียบ เพราะมีสิ่งแปลกปลอม ให้ลองคิดไล่ดูเป็นผังการไหล ลองแตกไปหลายๆ กิ่ง หลายสาเหตุ แล้วมาจบที่สาเหตุเดียว แก้สิ่งเดียว อย่างอื่นหายหมดเลย
            นักสืบเดี๋ยวนี้ เริ่มใช้หลักการ สืบจากศพ อาการบิดเบี้ยว
            การใช้หลักการต้องลงไปดูของจริงด้วย ผ่าศพดูเข้าไปดูอาการจริง หลักฐานประกอบ ทฤษฎีอธิบาย
            ในชีวิตมนุษย์ สงสัยฆาตรกร 3 คน มีตัวจริงหนึ่งคน จะฆ่าหมดก็ได้ แต่บาปกรรม หากเป็นเครื่องจักร วิธีการทำงาน เราอาจแก้หรือกำจัดทั้ง 3 อย่างได้
            ให้ตรวจสอบดูว่า ปัจจัยสาเหตุได้มาครบถ้วนหรือไม่ คัดผู้ต้องสงสัยมา 10 คน หากไม่มีมาตรกรอยู่ในกลุ่มผู้ต้องสงสัย  อย่างนี้หลงทาง  เช่นสงสัย  2  คนนี้เป็นฆาตรกร  แต่กลับเป็นเหยื่อถูกฆ่าไปด้วยอย่างนี้  ต้องเริ่มต้นใหม่
 
            ปรากฎการณ์  หลังจากปลาติดเบ็ดทำให้สายเบ็ดขาด  เพราะปลาตัวใหญ่  อย่างเดียวหรือเปล่า  เป็นเพราะสายเสื่อมหรือเปล่า  หากปลาตัวเล็ก  สายเบ็ดใหม่ก็ยังขาดอีก  ก็อาจเป็นสายเบ็ดเล็กไปหรือเปล่า ลองมองย้อนกลับ  อาจเป็นแรงดึงมากไป สายเบ็ดมีสเป๊คต่ำไป  อาจใช้วิธีการระดมสมอง  อาจต้องนำไปตรวจสอบทดสอบสายเบ็ด  มีความรู้เรื่องการตกปลา  ว่าต้องใช้แรงดึงกี่ปอนด์
            อย่าไปยึดติดว่า  ถามทำไม  5  ครั้ง  อันไหนใช้ได้  (OK)  ก็หยุดถาม  หากมีปัญหา  (NG)  ก็ให้ถามต่อ
            หากมีปรากฎการณ์อันหนึ่ง  สาเหตุจากสลักเกลียวหลวม  คำตอบขันเกลียวให้แน่น  อย่างนี้ไม่ดีลองพิจารณาดู  สลักเกลียวหลวมอาจเกิดจากการสั่น  ขนาดเล็กไป  ไม่มีที่ล๊อค  คำตอบก็จะเปลี่ยนไป  คือต้องเปลี่ยนขนาดสลักเกลียวให้ใหญ่ขึ้น
            หากพบว่า  สาเหตุอยู่ที่ไม่ได้ทำความสะอาด  หากแก้โดยไปทำความสะอาด  ปัญหาก็จะเกิดอีกเพราะมันทำความสะอาดยาก  ฝาครอบถอดยากใช้เวลานานจึงไม่อยากทำ  อาจแก้โดยทำให้เปิดฝาครอบง่ายๆ  แบบคลิ๊บล๊อค
            หากพบว่าไม่รู้ว่าวาระที่จะไปทำ  ก็ทำระบุไว้ให้ทราบ  ก็จะไปทำ
            หากพบว่าสาเหตุที่เครื่องจักรเดินเต็มกำลังเต็มที่คำสั่งซื้อมีมาก  อย่างนี้ไม่ต้องแก้ที่ต้องทำให้ซื้อน้อยลง  อย่างนี้บริษัทเจ๊งแน่  ต้องแก้ที่เพิ่มเวลาการผลิต
            นายทาเกิดอุบัติเหตุเดินชนคานแล้วศีรษะแตก แล้วมีสาเหตุจากใจลอย จะแก้อะไร  ชนแล้วไม่แตก  ทางแก้ให้เอาเบาะมาหุ้มคาน  หรือขยับเพดานให้สูงอีกหน่อย
            อย่าใช้คำว่าไม่ดี  เช่นออกแบบไม่ดี  จัดการไม่ดี  ทำไม่ดี  ก็ไม่รู้ว่าไม่ดีคืออะไรกันแน่  ใช้ชี้ชัดเลย
            จับสภาพ  (Catch  Up)  หรือยึดกุมข้อเท็จจริง  รู้จัก  รู้จริง  รู้แจ้ง  เพื่อปัญหาให้ชัด  เข้าใจสภาพและการทำงานของคนและเครื่องจักร
            ข้อความควรสั้น  กระชับ  ได้ใจความ  ลองอ่านย้อนกลับแล้วเป็นเหตุเป็นผล  สาเหตุหยิบยกกรณีต่างๆ  แล้วไม่มีสิ่งนี้  สิ่งนี้แล้ว  สิ่งนี้จะไม่เกิดหรือเปล่า
            เพราะมีสิ่งนี้  สิ่งนี้จึงเกิด
             เพราะไม่มีสิ่งนี้  สิ่งนี้จึงไม่เกิด
            การแก้ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ถึงสาเหตุรากเหง้า  ก็แก้ที่กลางๆ  เพราะไล่ไม่ถึง  หรือต้องใช้งบประมาณมากจึงไม่แก้โดยวิธีนั้น  หากเป็นไปได้ควรแก้ให้ถึงสาเหตุรากเหง้า
            ลองคิดดูว่า  การวิเคราะห์แบบทำไมทำไม  กับผังก้างปลา  ต่างกันอย่างไร  การวิเคราะห์แบบทำไมทำไม
            1.  ก่อนการวิเคราะห์  ต้องอาศัยข้อเท็จจริง
            2.  ใช้หลักเกณฑ์  และทฤษฎีประกอบ
            3.  ต้องมีการพิสูจน์  ทุกครั้ง
            4.  มีการกำหนดข้อควรระวัง
            5.  ต้องสิ้นสุดที่  สาเหตุรากเหง้าจริง
            การใช้วิเคราะห์แบบทำไมทำไม  จะมีแบบฟอร์มให้ใช้งานด้วย  ไม่ควรปล่อยแบบฟอร์มว่างไว้  หากไม่ใช้ให้ตัดออกไปเลย  จะดูดีกว่า  ใช้  OK  และ  NG  ได้เริ่มจากปรากฎการณ์  ที่ไหน  ทำไม1  ทำไม2   ทำไม3.....  เกณฑ์พิจารณา  แนวทางแก้ไข  ผู้รับผิดชอบ  กำหนดและ  วันแล้วเสร็จ และสภาพที่เกิดขึ้น  หรือภาพโดยย่อหลังจากจบมาตรการหรือมาตรฐาน  มักจะปิดท้ายด้วยปัญหาที่ยังคงเหลืออยู่  หรือแผนงานในอนาคตด้วย
            บทส่งท้าย  การวิเคราะห์ตามหลักทำไมก็คล้ายๆ  กับทางพุทธ  ที่เรียกว่า  ปฏิจจสมุปบาท  เมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น  เมื่อสิ่งนี้ดับ  สิ่งนี้จึงไม่เกิดขึ้น  การไล่หาทำไมๆ  ก็จะคล้ายๆ  กับการไล่ห่วงโซ่ทุกข์ตามหลักปฏิจจสมุปบาท  ตามหลักเหตุทำให้เกิดผลแบบอิทัปปัจจยตา  มีทั้งไล่ย้อนหลัง  คือจากผลไปหาสาเหตุ  และไล่จากเหตุไปหาผลก็ได้  เพื่อยืนยันเรื่องเหตุปัจจัยก็มีทั้งเหตุเดียวและหลายเหตุ  (พหุเหตุ)  บางครั้งหลายๆ  เหตุพอไล่ไปเรื่อยๆ  อาจรวมสุดท้ายเป็นเหตุเดียว  แบบปฏิจจสมุปบาทก็ได้  ที่ไปจบที่ความไม่รู้หรืออวิชชา

การเลือกยาคุมกำเนิด

สาว ๆ คงทราบถึงสรรพคุณที่แท้จริงของยาเม็ดคุมกำเนิดกันแล้วว่าใช้สำหรับการ ป้องกันการตั้งครรภ์ ปัจจุบันตามท้องตลาด มียาเม็ดคุมกำเนิดหลายยี่ห้อ แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าควรเลือกทานยาเม็ดคุมกำเนิดแบบใดให้เหมาะสมกับตนเอง

ประเภทของยาคุมกำเนิด

1.ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม คือฮอร์โมนเอสโตรเจน และฮอร์โมนโปรเจสโตเจน
2.ยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนเดี่ยว หรือชนิดไร้เอสโตรเจน
3.ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน

เลือกยาเม็ดคุมกำเนิดให้เหมาะกับตนเอง

โดย ทั่วไปการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมมีประสิทธิภาพในการป้องกันการ ตั้งครรภ์ แต่มักพบว่ามีอาการข้างเคียงเกิดขึ้น อย่างอาการคลื่นไส้อาเจียน อาการเจ็บคัดเต้านม เลือดออกกะปริดกะปรอย เป็นสิว เป็นฝ้า ปวดศีรษะ และบางคนมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หากไม่มีอาการแพ้หรือผลข้างเคียงจะสามารถทานยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ได้ตามปกติ แต่จากอาการข้างเคียงดังกล่าวทำให้มีการพัฒนายาเม็ดคุมกำเนิดให้มีฮอร์โมน เอสโตรเจนมีขนาดต่ำลงเพื่อลดอาการของผลข้างเคียงจากการใช้ยา

ดัง นั้น สำหรับใครที่มีอาการแพ้ฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือมีอายุมากกว่า 35 ปี ซึ่งมีความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดต่างๆ รวมถึง ผู้หญิงอ้วน ผู้หญิงที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ และผู้หญิงที่ให้นมบุตรควรเลือกทานยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดไร้เอสโตรเจน ซึ่งสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้เทียบเท่ากับยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมน รวมอื่นๆ

สำหรับ ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน ใช้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะในกรณีที่ “พลาด” และเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์โดยไม่ต้องการเท่านั้น วิธีนี้ไม่ใช่การคุมกำเนิดตามปกติ ดังนั้น ใครที่มีเพศสัมพันธ์เป็นประจำ และใช้ยาคุมฉุกเฉินบ่อยๆ เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์มากขึ้น เมื่อเทียบกับการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดซึ่งเป็นวิธีการคุมกำเนิดตามปกติ 

ใน ยาคุมกำเนิดชนิดฉุกเฉินจะมีปริมาณฮอร์โมนสูง เพราะผลิตขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาให้แก่ผู้หญิงที่ไม่ต้องการตั้งครรภ์ในกรณีไม่ ว่าจะด้วยเหตุผลใด อาทิเช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้วิธีคุมกำเนิดใดๆ ใช้ถุงยางแต่ไม่แน่ใจว่ารั่วแตก หรือหลุดหรือไม่ ลืมทานยาคุมชนิดธรรมดา ใส่ห่วงคุมกำเนิดแต่หลุด นับระยะปลอดภัย (หน้าเจ็ดหลังเจ็ด) ผิดพลาด ถูกข่มขืน มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ตั้งใจ หรือไม่เต็มใจ ในภาวะฉุกเฉินที่กล่าวมาทั้งหมดนี้การกินยาคุมฉุกเฉินอย่างถูกวิธีหลังจากมี เพศสัมพันธ์ จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการตั้งครรภ์ได้ประมาณ 75 %

ประโยชน์อื่นๆ ของยาเม็ดคุมกำเนิด

- ลดอาการปวดประจำเดือน
- ลดอาการเลือดจางเพราะเมื่อทานยาเม็ดคุมกำเนิดแล้วปริมาณประจำเดือนจะน้อยลง
- ลดการเกิดมะเร็งในเยื่อบุโพรงมดลูกลง เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ทานยาเม็ดคุมกำเนิด และหากทานยาเม็ดคุมกำเนิดไร้เอสโตรเจนจะยิ่งลดการเป็นมะเร็งในเยื่อบุโพรง มดลูกลงได้มากขึ้นอีก
- ลดการเกิดภาวะอุ้งเชิงกรานและปีกมดลูกอักเสบ เพราะฮอร์โมนโปรเจสโตเจนจะทำให้มูกที่ปากมดลูกหนาตัวขึ้น ทำให้เชื้อโรคผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูกและปีกมดลูกได้น้อยลง



ขอบคุณข้อมูลจาก MSD (Thailand)
-ผศ.มานพชัย ธรรมคันโธ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
-ศ.นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชกุล คณบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นักวิชาการสาธารณสุขกับทักษะที่ต้องเป็น

ด้วยนิสัยส่วนตัวผมแล้ว ผมไม่ชอบการอ่านหนังสือเท่ากับการทำโจทย์เลข  และไม่ชอบการจดเลคเซอร์ด้วย นั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมเขียนไม่เก่ง  เขียนถูกบ้างผิดบ้าง  แต่ด้วยอาชีพการงานคืออาชีพนักวิชาการสาธารณสุข ผมจึงต้องเริ่มต้นหัดอ่านหนังสือ หัดเขียนบทความ

ด้วยเหตุประการทั้งปวงเป็นที่มาของบทความนี้ครับ เมื่อคืนผมได้อ่านหนังสือเรื่อง เป็นที่ 1 ในธุรกิจของคุณ มีบทหนึ่งที่ผมประทับใจมาก คือ ฝึกซ้อมทักษะที่ทำให้เกิดความแตกต่าง ในหนังสือแนะนำทักษะที่ผู้ที่เป็นนักการตลาด นักขาย นักธุรกิจ ต้องฝึกฝน ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า คือ 1.ทักษะการจัดการข้อโต้แย้ง เช่น เราไปนำเสนอสินค้าแล้ว เขาตอบเรามาว่า ยี่ห้อนี้แพงเกินจริง เราจะโต้ตอบเขาอย่างไร ซึ่งวิธีที่คนไม่ได้ซ้อมและฝึกฝนทักษะนี้ทำคือ นิ่ง..เงียบ หรือไม่ก็พูดน้ำไหลไฟดับ...แต่นอกเรื่อง  ทักษะที่ 2 คือ ทักษะการนำเสนออย่างจูงใจ ซึ่งก็ต้องซ้อมทุกๆๆวัน

พอผมอ่านจบ ผมจึงคิดทบทวน ใคร่ครวญ แต่ไม่ได้ครวญคราง
อาชีพนักวิชาการสาธารณสุขจำเป็นต้องมีทักษะอะไรบ้าง เพื่อที่จะประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงาน เท่าที่สมองอันน้อยนิด ผนวกกับเวลาที่จำกัด (คือเอาเวลางานมาเขียนบล็อก)ผมก็พอสรุปได้ว่า ทักษะที่จำเป็นสำหรับนักวิชาการสาธษรณสุข 1.ทักษะการเขียนความเรียง และ 2. การนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ

ทักษะการเขียนความเรียง

1. กำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน
เพื่อให้ข้อมูลเนื้อหาที่เหมาะสมสอดคล้องกับกลุ่มนั้น ๆ ตัวอย่างนักเขียนบางคนที่เสนองานเขียนของคนกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเช่นนิธิ เอียวศรีวงศ์ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักการเมือง นักการศึกษา นักประวัติศาสตร์คำหมาน คนไค มีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มครูวิทยากร เชียงกูล มีกลุ่มเป้าหมายเป็นปัญญาชนที่มีบทบาทเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศดังนั้นเนื้อหาจึงมีความหลากหลายในด้าน สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นโยบาย ต่าง ๆเดชา ศิริภัทร มีกลุ่มเป้าหมาย เป็นคนของรัฐโดยเฉพาะในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นักวิชาการการเกษตรสัมพันธ์ เตชะอธิก มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักพัฒนา นักศึกษาพัฒนาชุมชน



2. จัดระบบความคิดตลอดจนการเรียบเรียงถ้อยคำอย่างชัดเจน โดยยึดหลักการดังนี้
    2.1 เขียนให้เป็นรูปประโยคสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่ฟุ่มเฟือยด้วยคำที่ไม่มีความหมายใช้คำเชื่อม เฉพาะที่จำเป็นและเหมาะสม คำบางคำเช่น "ที่ และ ซึ่ง ยังงี้ ทั้งนี้ นอกจากนั้นแต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก เพราะว่า โดย ก็" หากไม่มีความหมาย ควรตัดออก ไม่ควรใช้โดยไม่มีเหตุผล
    2.2 เว้นวรรคตอนให้ถูกต้อง
    2.3 ย่อหน้าที่ให้ถูกต้อง ไม่ควรย่อหน้าบ่อยเกินไปหรือบางคนเขียนไม่มีย่อหน้าเลยทั้ง ๆ ที่เป็นเนื้อความใหม่ ย่อหน้าหนึ่ง ๆ ต้องมีไม่น้อยกว่า 2-3 ประโยคและย่อหน้าใหม่ต้องมีเนื้อความเชื่อมโยงกับย่อหน้าเดิม
3. เขียนให้อ่านง่าย
หลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์วิชาการที่หรูหรา หรือศัพท์เทคนิค รวมทั้งคำศัพท์ต่างประเทศที่จะทำให้ผู้อ่านไม่เข้าใจ นอกจากนั้นต้องหลีกเลี่ยงคำหยาบ กวน กำกวมควรเสนอประเด็นให้ชัดเจน
4. กำหนดหัวข้อให้ชัดเจน
เสนอประเด็นหลักเพียงประเด็นเดียว ไม่ใช่นึกอะไรออกก็เขียนลงไปทำให้เกิดสับสนไม่น่าสนใจ ทั้งนี้ในการเขียนบทความอาจเป็นการบอกเรื่องราวต่าง ๆ ที่คนไม่รู้ หรือเป็นการเสนอความคิดบางอย่างที่คนอื่น ๆ ยังไม่ค่อยได้คิดกันก็ได้ หรือ บางครั้งอาจจะเสนอทั้งสองอย่างด้วยกันก็ยิ่งจะทำให้บทความน่าสนใจยิ่งขึ้น
5. เขียนเสนอประเด็นเล็ก ๆ ให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกับประเด็นใหญ่
เพื่อให้เห็นภาพแต่ละเรื่องได้ชัดเจนเช่นเรื่องรถไถเดินตาม ซึ่งสมัยก่อนไม่มีต้องใช้วัวควายไถนาต่อมาเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น คนหันมาใช้รถไถเดินตามหรือความเหล็กแทน ทำให้ผู้ชายหรือพ่อบ้านเสียชีวิตเพราะการกระแทกอย่างรุนแรงของควายเหล็กซึ่งมีกำลังสั่นสะเทือนมากบางคนก็ล้มป่วย นอกจากนั้นวัวควายก็ขายไปซึ่งอาจสูญพันธุ์ในวันใดวันหนึ่ง ปัญหาสึกหรอของควายเหล็กทำให้ชาวบ้านมีหนี้สินรุงรัง ดังนั้นบทความประเภทนี้น่าจะเสนอผลกระทบถึงนโยบายต่าง ๆจะทำให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

6. เสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสังคมหรือสถานการณ์
ที่ทำให้ประชาชนมีอารมณ์ร่วม เช่น ปัญหาเขื่อนปากมูล อุบัติเหตุการจราจร น้ำเน่าเสียในกรุงเทพฯ ปัญหาแม่เมาะที่ลำปางเป็นต้น ประเด็นปัญหาที่แสดงอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของประชาชนได้นั้นสามารถดึงดูดความสนใจของผู้อื่นได้ดี
7. กำหนดและวางเค้าโครงเรื่อง
 โดยทั่วไปโครงเรื่องควรประกอบด้วยส่วนต่าง ๆคือ การกล่าวถึงสภาพปัญหา สาเหตุและภูมิหลังของปัญหา สิ่งแวดล้อมของปัญหาในสภาพการณ์ต่าง ๆ ข้อเสนอแนะของทางเลือกหรือการแก้ปัญหา ซึ่งควรลำดับก่อนหลังให้ชัดเจน ไม่ควรกล่าวถึงเฉพาะปัญหาแล้วก็บ่น ระบายความทุกข์อย่างเดียวจะทำให้บทความน่าเบื่อ ไม่สร้างสรรควรกำหนดกรอบดังกล่าวข้างต้นให้ชัดเจน
8. ใช้ยุทธศาสตร์ในการนำเสนอที่มีประสิทธิภาพ
เช่นการตั้งชื่อ การขึ้นต้นบทความหรือการย่อหน้าแรก การเสนอเนื้อหาที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงตามลำดับการลงท้ายด้วยการกินใจประทับใจ เป็นต้น
9. การเสนอความคิดเห็น
 นักเขียนบทความที่ประสพผลสำเร็จต้องฝึกการมองในแง่มุมที่แตกต่างจากคนอื่น ฝึกจัดระบบข้อมูลและวิเคราะห์ให้ถ่องแท้แล้วนำเสนอความคิดเห็นอย่างชัดเจนสำหรับนักเขียนใหม่ ๆ ควรยึดหลัก อริยสัจ 4 คือ
       ปัญหาหรือลักษณะปัญหา (ทุกข์)
       สาเหตุของปัญหา (สมุทัย)
       หลักฐานข้อมูลประกอบ (นิโรธ)
       วิธีการแก้ไขหรือข้อเสนอแนะ (มรรค)

ดังนั้นหากเขียนบทความครอบคุลมประเด็นต่าง ๆ ดังกล่าวจะทำให้บทความนั้นน่าสนใจน่าติดตามและทำให้ผู้อ่านมีภูมิรู้ ภูมิธรรม และภูมิปัญญาได้
การนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ อ่านตามบทความนี้เลยครับ





Popular Posts

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

 
Copyright © 2011 toncub | High CTR Blogspot Themes designed by Ali Munandar | Powered by Blogger.Com.
My Zimbio