ขับเคลื่อนโดย Blogger.
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยาคุม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยาคุม แสดงบทความทั้งหมด

การเลือกยาคุมกำเนิด

สาว ๆ คงทราบถึงสรรพคุณที่แท้จริงของยาเม็ดคุมกำเนิดกันแล้วว่าใช้สำหรับการ ป้องกันการตั้งครรภ์ ปัจจุบันตามท้องตลาด มียาเม็ดคุมกำเนิดหลายยี่ห้อ แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าควรเลือกทานยาเม็ดคุมกำเนิดแบบใดให้เหมาะสมกับตนเอง

ประเภทของยาคุมกำเนิด

1.ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม คือฮอร์โมนเอสโตรเจน และฮอร์โมนโปรเจสโตเจน
2.ยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนเดี่ยว หรือชนิดไร้เอสโตรเจน
3.ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน

เลือกยาเม็ดคุมกำเนิดให้เหมาะกับตนเอง

โดย ทั่วไปการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมมีประสิทธิภาพในการป้องกันการ ตั้งครรภ์ แต่มักพบว่ามีอาการข้างเคียงเกิดขึ้น อย่างอาการคลื่นไส้อาเจียน อาการเจ็บคัดเต้านม เลือดออกกะปริดกะปรอย เป็นสิว เป็นฝ้า ปวดศีรษะ และบางคนมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หากไม่มีอาการแพ้หรือผลข้างเคียงจะสามารถทานยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ได้ตามปกติ แต่จากอาการข้างเคียงดังกล่าวทำให้มีการพัฒนายาเม็ดคุมกำเนิดให้มีฮอร์โมน เอสโตรเจนมีขนาดต่ำลงเพื่อลดอาการของผลข้างเคียงจากการใช้ยา

ดัง นั้น สำหรับใครที่มีอาการแพ้ฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือมีอายุมากกว่า 35 ปี ซึ่งมีความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดต่างๆ รวมถึง ผู้หญิงอ้วน ผู้หญิงที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ และผู้หญิงที่ให้นมบุตรควรเลือกทานยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดไร้เอสโตรเจน ซึ่งสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้เทียบเท่ากับยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมน รวมอื่นๆ

สำหรับ ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน ใช้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะในกรณีที่ “พลาด” และเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์โดยไม่ต้องการเท่านั้น วิธีนี้ไม่ใช่การคุมกำเนิดตามปกติ ดังนั้น ใครที่มีเพศสัมพันธ์เป็นประจำ และใช้ยาคุมฉุกเฉินบ่อยๆ เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์มากขึ้น เมื่อเทียบกับการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดซึ่งเป็นวิธีการคุมกำเนิดตามปกติ 

ใน ยาคุมกำเนิดชนิดฉุกเฉินจะมีปริมาณฮอร์โมนสูง เพราะผลิตขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาให้แก่ผู้หญิงที่ไม่ต้องการตั้งครรภ์ในกรณีไม่ ว่าจะด้วยเหตุผลใด อาทิเช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้วิธีคุมกำเนิดใดๆ ใช้ถุงยางแต่ไม่แน่ใจว่ารั่วแตก หรือหลุดหรือไม่ ลืมทานยาคุมชนิดธรรมดา ใส่ห่วงคุมกำเนิดแต่หลุด นับระยะปลอดภัย (หน้าเจ็ดหลังเจ็ด) ผิดพลาด ถูกข่มขืน มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ตั้งใจ หรือไม่เต็มใจ ในภาวะฉุกเฉินที่กล่าวมาทั้งหมดนี้การกินยาคุมฉุกเฉินอย่างถูกวิธีหลังจากมี เพศสัมพันธ์ จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการตั้งครรภ์ได้ประมาณ 75 %

ประโยชน์อื่นๆ ของยาเม็ดคุมกำเนิด

- ลดอาการปวดประจำเดือน
- ลดอาการเลือดจางเพราะเมื่อทานยาเม็ดคุมกำเนิดแล้วปริมาณประจำเดือนจะน้อยลง
- ลดการเกิดมะเร็งในเยื่อบุโพรงมดลูกลง เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ทานยาเม็ดคุมกำเนิด และหากทานยาเม็ดคุมกำเนิดไร้เอสโตรเจนจะยิ่งลดการเป็นมะเร็งในเยื่อบุโพรง มดลูกลงได้มากขึ้นอีก
- ลดการเกิดภาวะอุ้งเชิงกรานและปีกมดลูกอักเสบ เพราะฮอร์โมนโปรเจสโตเจนจะทำให้มูกที่ปากมดลูกหนาตัวขึ้น ทำให้เชื้อโรคผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูกและปีกมดลูกได้น้อยลง



ขอบคุณข้อมูลจาก MSD (Thailand)
-ผศ.มานพชัย ธรรมคันโธ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
-ศ.นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชกุล คณบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ยาคุมกำเนิด

ความหมายของยาคุมกำเนิด
ยาคุมกำเนิด หมายถึงยาที่กินเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ โดยใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสโตเจนที่ได้จากการสังเคราะห์มีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนโปรเจสโตโรนตามธรรมชาติ  

ยาคุมกำเนิดแบบธรรมดาแบ่งได้ 2 ชนิด ดังนี้
 1. ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (Combined oral contraception)     
ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม หมายถึง ยาคุมที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสโตเจนเท่ากัน แบ่งได้สองกลุ่ม
1.1 Monophasic or Fixed dose pill เป็นกลุ่มยาคุมกำเนิดที่มีปริมาณฮอร์โมนรวม คือเอสโตรเจน และโปรเจสโตเจนเท่ากัน แยกได้ 3 ประเภท
1.1.1 ระดับปริมาณฮอร์โมนรวมสูง (High dose)ใช้กับคนไข้ที่รักษาอาการทางนรีเวชเท่านั้น
1.1.2 ระดับปริมาณฮอร์โมนรวมต่ำ (Low dose) มีเอสโตรเจนน้อยกว่า 50 ไมโครกรัม และ
ปริมาณโปรเจสโตเจนก็น้อยกว่าแบบแรก คือมีเอสโตรเจนเพียง 30 หรือ 35 ไมโครกรัมเท่านั้น ยาคุมกลุ่มนี้ใช้กันมากที่สุด
1.1.3 ระดับปริมาณฮอร์โมนรวมต่ำมาก (Ultralow dose) มีเอสโตรเจน 20 ไมโครกรัม ข้อดี
จะมีอาการข้างเคียงจากเอสโตรเจนน้อย แต่ข้อเสียอาจทำให้มีเลือดออกกระปริบกระปรอย รอบเดือนขาดหายไป อีกทั้งยังต้องกินสม่ำเสมอ ห้ามขาดเพราะระดับยาจะลดลงจนไม่สามารถยับยั้นการตกไข่ได้
1.2 Multiphasic pills เป็นกลุ่มยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสโตเจนไม่เท่ากันในเม็ดยาคุมกำเนิดในแผงยา เรียกว่า triphasic หรือ three steps pills ทำให้ยาคุมประเภทนี้ต้องกินเรียงตามลำดับ
2. ยาคุมกำเนิดที่มีแต่โปรเจสโตเจน 
ยาคุมกำเนิดในกลุ่มนี้จะไม่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน และมีแต่โปรเจสโตเจนในระดับปริมาณน้อย เรียกว่า microdose หนึ่งแผงจะมี 35 เม็ด ข้อดีจะไม่มีผลของอาการข้างเคียงของเอสโตรเจน หรือต่อคนที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และต่อระบบหัวใจ และหลอดเลือด ข้อเสียมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดต่ำ เพราะการระงับไข่ตกไม่แน่นอน

การคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน
หมายถึง วิธีการคุมกำเนิดที่ใช้ภายหลังการมีเพศสัมพันธ์ทันที ในกรณีที่เกิดความผิดพลาดเท่านั้น เช่น ไม่ได้คุมกำเนิด ถุงยางแตกหรือรั่ว หรือถูกข่มขืน เป็นต้น ยาคุมฉุกเฉิน เป็นยาที่มีโปรเจสโตเจนในปริมาณสูงปริมาณ 0.75 มิลลิกรัม ซึ่งยาคุมประเภทนี้ไม่สามารถนำไปใช้เป็นยาคุมกำเนิดแบบปกติตามที่ได้กล่าวมาแล้ว จะใช้ในกรณีที่ผิดพลาดเท่านั้น เพราะหากมีเพศสัมพันธ์อยู่เป็นประจำ และใช้ยาคุมฉุกเฉินบ่อยๆ จะทำให้เสี่ยงต่อการตั้งครรภ์มากขึ้นหากเทียบกับวิธีคุมกำเนิดแบบธรรมดา ยาคุมฉุกเฉินแบ่งได้เป็น 2 ประเภท
1. ยาคุมฉุกเฉินฮอร์โมนผสม ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสตินผสมกัน (Combined Pill Regimens)
2. ยาคุมฉุกเฉินฮอร์โมนเดี่ยว ซึ่งมีฮอร์โมนโปรเจสตินเพียงอย่างเดียว (Progestin-Only Pill Regimens)
วิธีการกินยาคุมกำเนิด
การเลือกกินยาคุมกำเนิดมีดังนี้
1. การเลือกกินยาคุมกำเนิดตามภาวะของฮอร์โมนในร่างกาย เนื่องจากระดับฮอร์โมนร่างกายของผู้หญิงแต่ละคนนั้นมีระดับที่แตกต่างกัน สามารถแบ่งออกได้สามประเภท  
1.1. ประเภท estrogenic (ควรเลือกกินยาคุมที่มี progestogen มาก)
- มีรอบเดือนออกมาก และออกนานกว่า 6 วัน
- ระยะรอบเดือนสั้น มักจะน้อยกว่า26วันต่อครั้ง(มาเร็ว)
- รูปร่างท้วมหรืออ้วน
- ไม่ค่อยมีขนตามตัว
1.2 ประเภทปกติ
- มีรอบเดือนสม่ำเสมอ ปริมาณเลือดไม่มากไม่น้อย 4-6 วัน
- น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
1.3 ประเภท progestonic (ควรเลือกยาคุมที่มี estrogen มาก)
- รอบเดือนมีเลือดน้อยไม่ค่อยเปลืองผ้าอนามัย มาน้อยกว่า 4 วัน
- ระยะรอบเดือนยาว บางคนกว่า30วันจึงจะมา(เลื่อนออกไปบ่อยๆ)
- รูปร่างออกไปทางผู้ชาย
- เต้าเล็ก
- มีขนตามตัว
- เป็นสิวบ่อยๆ
                2. ผู้หญิงที่มีลูกแล้ว แบ่งออกได้ 2 กรณี
2.1 หากมีอาการแพ้ท้องมากในขณะที่มีลูก เช่นคลื่นไส้ อาเจียน หรือบวม แสดงว่าร่างกาย
ตอบสนองต่อเอสโตรเจนมาก ควรเลือกกินยาคุมที่มีเอสโตรเจนน้อย
2.2 เมื่อมีท้องแล้วอ้วนมาก และมีสิวมาก แสดงว่าร่างกายตอบสนองต่อโปรเจสโตเจน และ
แอนโดรเจนมาก ควรเลือกกินยาคุมที่มีโปรเจสโตเจนน้อย
                3. ผู้หญิงที่มีอายุน้อย หรือค่อนข้างมาก เช่น อายุต่ำกว่า 16 ปี ไม่แนะนำให้กินยาคุมเพราะอาจทำให้ตัวเตี้ยได้ หรืออายุมากกว่า 40 ปี ก็ไม่แนะนำให้กินยาคุมกำเนิด เพราะจะมีผลต่อโรคหัวใจ และระบบหลอด ควรเลือกฉีดยาคุมกำเนิด แต่หากต้องการกินยาคุมให้เลือกยาคุมที่ไม่มีเอสโตรเจนหรือมีเอสโตรเจนน้อย
4. แม่ลูกอ่อน หากเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ควรเลือกแบบไม่มีเอสโตรเจน หรือถ้ามีเอสโตรเจนก็ไม่ควรเกิน 20 ไมโครกรัม เพราะเอสโตรเจนที่มีปริมาณสูงอาจมีผลให้ปริมาณน้ำนมลดลง และอาจทำให้เด็กตาเหลืองจากการกินนมแม่ การกินยาคุมสามารถเริ่มได้หลังคลอด 6 สัปดาห์ แต่เมื่อหยุดให้นมสามารถกินแบบปกติได้

Popular Posts

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

 
Copyright © 2011 toncub | High CTR Blogspot Themes designed by Ali Munandar | Powered by Blogger.Com.
My Zimbio