ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ฝึกความอดทน

 ศาสนาสอนให้เราทบทวนตนเอง
   เมื่อวานนี้ผมจึงนั่งคิดทบทวนชีวิตที่ผ่านมา ทั้งชีวิตวัยเรียน วัยทำงาน พบว่าตัวผมเองนั้นเป็นคนที่ขาดความอดทน ไม่รอคอย  และเมื่อเจอกับความยากลำบากผมก็ไม่สามารถที่จะอดทนได้  ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ผมทำงานไม่เสร็จทันเวลา อ่านหนังสือไม่จบ

   สาเหตุที่ทำให้คน คนหนึ่งไม่มีความอดทนคืออะไร 
    สาเหตุหลักๆก็คงเป็นเรื่องของประสบการณ์ในวัยเด็ก  หรือการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง  นั้นก็คือหากพ่อ แม่ คอยตามใจ ใจอ่อนกับลูกมาก ก็ส่งผลให้ลูกกลายเป็นคนที่ไม่มีความอดทน  ทำให้ลูกกลายเป็นคนโวยวาย ไม่อดทนต่อความลำบาก  ไม่อดทนในการตากแดด ควบคุมอารมณ์ไม่ได้

   การแก้ไขสำหรับผู้ปกครองที่ไม่ต้องการให้ลูกกล่ยเป็นคนที่ไม่มีความอดทนต้องทำอย่างไร 
  เริ่มจากความต้องการของเด็ก ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เด็กต้องการ โดยให้ถามความต้องการ และรายละเอียดของสิ่งที่ต้องการให้ชัดเจน หลังจากนั้นให้ตอบตกลง โดยกำหนดเงื่อนไขการรอคอยเวลาที่ชัดเจน ไม่ควรใช้คำพูด “เดี๋ยวก่อน” หรือ “แป๊บนึง” เพราะระยะเวลาในการรอไม่ชัดเจนทำให้เด็กงอแง หรือกลับมาถามเรื่องเวลาบ่อยๆ วิธีการกำหนดเวลาที่ชัดเจน ถ้าในเด็กเล็กอาจให้นับเลข 1- 10 เมื่อเด็กสามารถดูนาฬิกาเป็นแล้วก็กำหนดเวลาเป็นนาทีได้ เช่น 5 นาที หรือ 10 นาที ผู้ปกครองต้องรักษาสัญญาและทำตามเงื่อนไขที่ตกลงกับเด็ก ถึงแม้เด็กจะลืมก็ตาม เพราะจะทำให้เด็กเรียนรู้ในการรักษาคำพูด และทำให้คำพูดของผู้ปกครองมีความน่าเชื่อถือ เมื่อสามารถสร้างเงื่อนไขให้เด็กยอมรับได้ ในครั้งต่อไปเด็กจะมีเหตุผลยอมรับข้อตกลง โดยไม่งอแง หรือต่อรอง
เมื่อเด็กสามารถอดทนรอคอยเวลาตามเงื่อนไขที่ตกลงร่วมกันได้อย่างสม่ำเสมอแล้วขั้นต่อไปให้กำหนดกิจกรรมที่เด็กสามารถทำสำเร็จได้ง่ายๆ ร่วมไปกับการรอคอยเวลา เช่น ทำการบ้าน อาบน้ำ หรือรดน้ำต้นไม้ เสร็จก่อน ถึงให้ในสิ่งที่เด็กต้องการ และเมื่อเด็กโตเข้าสู่วัยเรียนแล้ว ถ้าสิ่งที่เด็กต้องการเป็นของเล่น หรือสิ่งของที่มีราคาแพง ก็อาจกำหนดระยะเวลาเป็นวันหรือเป็นเดือนได้ พร้อมกับฝึกเด็กให้มีความรับผิดชอบโดยการออมเงินจากเงินค่าขนม หรือรับจ้างทำงาน มาสมทบในการซื้อสิ่งของชิ้นนั้นตามสัดส่วนที่ตกลงร่วมกันระหว่างเด็กกับผู้ปกครอง
    นอกจากนั้นผู้ปกครองก็ยังสามารถเป็นตัวอย่างให้เด็กได้เห็น เพราะเด็กจะเรียนรู้โดยดูจากผู้ปกครองเป็นต้นแบบ เช่น ผู้ปกครองชวนเด็กทำความสะอาดบ้าน ถางหญ้า ร่วมกันซึ่งเด็กจะต้องฝึกอดทนต่อความเหน็ดเหนื่อย ความร้อนและกระหายน้ำ จนทำงานเสร็จแล้วจึงได้ไปเที่ยวด้วยกัน แม้แต่การพาเด็กไปซื้อของก็เป็นการฝึกให้เด็กเห็นถึงต้นแบบการอดทนที่ดี เพราะเด็กจะได้เห็นว่า ผู้ปกครองต้องอดทนรอคอยต่อคิวซื้อสินค้า ต่อคิวจ่ายเงิน เหมือนคนอื่น ๆ ทุกคนในร้านก็ต่อคิวซื้อกันหมด ไม่มีใครแซงกัน หรือแม้แต่ให้เด็กได้รับรู้การกำหนดเป้าหมายของผู้ปกครองในการซื้อสิ่งของในบ้าน เช่น ซื้อทีวีใหม่ อีก 2 เดือนข้างหน้า
   ถ้าเด็กมีความต้องการมาก ก็มีแรงจูงใจในการอดทน รอคอยให้บรรลุเป้าหมายสูง เมื่อฝึกเด็กให้ประสบความสำเร็จกับการอดทนรอคอยได้อย่างต่อเนื่องแล้วจะส่งผลดีต่อเด็กทำให้เป็นคนตรงต่อเวลา มีเหตุผล เชื่อฟังผู้ปกครอง รักษาคำพูด ไม่เอาแต่ใจตัวเอง มีความรู้สึกเห็นคุณค่าในตัวเองสูง เพราะมีความอดทนทำงานสำเร็จตามเป้าหมายที่ต้องการ และยังส่งผลให้โตขึ้นมาก็จะมีความอดทนรอคอย อดทนลำบากตรากตรำต่อการทำงาน มีความมุ่งมั่นไปสู่เป้าหมายจนสำเร็จได้ เป็นคนมีความมั่นใจในตัวเอง นอกจากนั้นยังส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์ และมีอีคิวที่ดีอีกด้วย

แล้ววิธีการแก้ไขนิสัยไม่มีความอดทนของผู้ใหญ่วัย 30 ต้องทำอย่างไร 
   สำหรับผู้ชายหากต้องการหลักสูตรเร่งรัด ได้ผลรวดเร็ว  แถมได้บุญด้วย  ผมเสนอว่าให้ไปบวชที่วัด ที่เคร่งครัดมากๆ ประมาณ 1 พรรษา แล้วทุกอย่างในชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอนครับ

   แต่ถ้าหากท่านมีภาระ ไม่สามารถทิ้งลูกน้อย เมียรักได้  ท่านก็จำเป็นต้องฝึกที่บ้าน ซึ่งผมก็เสนอวิธีง่ายๆ คือการออกกำลังกาย เช่น การวิ่งในตอนเย็น อาจทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง  โดยท่านต้องตั้งกติกากับตนเองว่าจะวิ่งกี่รอบ (เริ่มจำนวนน้อยๆก่อน)  และต้องวิ่งตลอดจนครบโดยไม่หยุดเดินเด็ดขาด  เมื่อรู้สึกว่าอยากหยุดเดินให้วิ่งช้าลงเล็กน้อยครับ

  การปรับเปลี่ยนนิสัย หรือพฤติกรรมเพื่อตนเองในทางที่ดีขึ้นไม่มีคำว่าสาย ผมเองก็จะเริ่มฝึกวันนี้ครับ


หน้าที่งานยุทธศาสตร์

บทบาทหน้าที่ของงานยุทธศาสตร์และสารสนเทศ

1.ให้ข้อมูลและข้อเสนอในการกำหนดยุทธศาสตร์
2.ประสานและจำทำแผนยุทธศาสตร์ของโรงพยาบาลและคปสอ.
3.ศึกษา วิเคราะห์และพัฒนาข้อมูล  Individual record  (43 แฟ้ม)  ให้สมบรูณ์และสอดคล้องกับการนำไปใช้ประโยชน์
4.ศึกษา วิเคราะห์และวางระบบการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่าง โรงพยาบาล กับ รพ.สต.
5.วางแผนด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำสถิติเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการปฎิบัติงานและกำหนดนโยบาย
6.วิเคราะห์ วางแผนควบคุม กำหนดแนวทาง กำกับ ดูแลให้สามารถนำฐานข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์ร่วมกันทังระดับโรงพยาบาลและระดับจังหวัด

7.วางระบบการจัดเก็บฐานข้อมูล และข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ  

Aged Society

การป้องกันโรคสำหรับผู้สูงอายุ (preventive Geriatrics)

ภาพประกอบจากพี่เอก

1.การป้องกันระดับปฐมภูมิ

     การคงระยะเวลาที่มีสุขภาวะทางกาย/ทางจิต/ทางสังคม/จิตวิญญาณ ให้ยาวนานที่สุด โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่ยังไม่เป็นโรคดังนี้
-หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง
-ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 
- มีส่วนร่วมกิจกรรมสังคม
-มีสุขภาพจิตที่ดี ไม่เครียด
-หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเฉพาะโรคที่สำคัญ
-โภชนาการที่เหมาะสม
-ฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อที่สำคัญ

2.การป้องกันโรคในระดับทุติยภูมิ 

    คือการป้องกันไม่ให้โรคที่เป็นแล้วลุกลาม

3.การป้องกันโรคในระดับตติยภูมิ 

   คือการป้องกันความพิการ ภาวะทุพพลภาพระยะยาว

ยาparacetamolต้องรู้

Paracetamol  เป็นยาสามัญประจำบ้าน ไม่ต้องจ่ายยาโดยเภสัชกร บรรเทาปวด ลดไข้ มีอาการไม่พึงประสงค์ต่ำ 

พิษต่อตับของ Paracetamol  
   อาการไม่พึงประสงค์ คือการเกิดความเป็นพิษต่อตับ เกิดได้ตั้งแต่มีความผิดปกติของผลทางห้องปฏิบัติการจนถึงภาวะตับวายอย่างเฉียบพลัน นำไปสู่การเสียชีวิตได้ เกิดจากการรับประทานยาในขนาดที่มากกว่า 4 กรัมต่อวัน

กลไกและปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดความเป็นพิษต่อตับของ Paracetamol 
    การเป็นพิษต่อตับเกิดจาก toxic metaboliteขนาดยาในการรับประทานคือ 650-1,000 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง และไม่เกิน 4 กรัมต่อวัน ไม่ควรใช้ติดต่อเกิน 5 วัน มาตรการรลดความเสี่ยง ขนาดยา paracetamol ที่ใช้แต่ละครั้งไม่ให้เกิน 650 มิลลิกรัม ขนาดยาสูงสุดต่อวันคือ 2,600 มิลลิกรัม 

สาเหตุของการเกิดความเป็นพิษต่อตับจากการใช้ paracetamol
      USFDAกล่าวถึงสาเหตุของการเกิดความเป็นพิษต่อตับขั้นรุนแรงในผู้ป่วยที่รับประทานยา paracetamol ดังนี้
           1 ) การรับประทานยา paracetamol ในขนาดมากกว่าขนาดที่แนะนำ  

ป               2  ) ปัจจัยที่ทำให้เกิดความไวต่อการเป็นพิษต่อตับเฉพาะบุคคล ทั้งนี้อาจเนื่องจากผู้ป่วยเหล่านี้มีการกำจัดสารพิษ (toxic metabolite) ออกจากร่างกายได้ช้า หรือเกิดจากการที่ผู้ป่วยมีการสร้างสารพิษเหล่านี้ได้มากกว่าปกติ

                 3 ) ระยะเวลาของการเกิดความเป็นพิษต่อตับทำนายได้ไม่แน่นอน เนื่องจากระยะเวลาของอาการแสดงความเป็นพิษต่อตับอาจใช้เวลาหลายวัน รวมถึงอาการแสดงบ่งชี้ไม่แน่นอน ผู้ป่วยอาจมีอาการคล้ายกับการเป็นไข้ (flu-like symptoms) ซึ่งหากผู้ป่วยเกิดอาการดังกล่าวแต่ไม่ทราบสาเหตุก็อาจมีการรับประทานยา paracetamol ต่อไปได้

               4 ) รูปแบบและขนาดยา paracetamol มีความหลากหลาย เช่น อยู่ในรูปยาสูตรผสมกับยาอื่นเพื่อบรรเทาอาการหวัด ซึ่งผู้ป่วยอาจมีหลายสภาวะร่วมกันในช่วงเวลาที่จะใช้ยา และทำให้เกิดการใช้ paracetamol ในผลิตภัณฑ์ยาที่หลากหลายในเวลาเดียวกันอย่างไม่ตั้งใจ และทำให้เกิดความเป็นพิษต่อตับจากยาได้

               5 )  ผู้บริโภคไม่ทราบว่าการใช้ paracetamol เกินขนาดจะเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การเกิดความเป็นพิษต่อตับเนื่องparacetamol หาซื้อได้ง่าย และเข้าใจว่ามีความปลอดภัยสูงในการใช้ ไม่ได้มีคำเตือนถึงอาการไม่พึงประสงค์ชัดเจน


·        ุ6 )  ยาน้ำ paracetamol สำหรับเด็กมีหลายความเข้มข้น ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย

·        7 )   การเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา การดื่มแอลกอฮอล์ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน

 มาตรการในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดความเป็นพิษต่อตับจาก paracetamol
      มาตรการการลดความเสี่ยงต่อการเกิดความเป็นพิษต่อตับจากที่นอกเหนือจากการปรับลดขนาดยาได้แก่ การเพิ่มคำเตือนเรื่องการหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ลงบนฉลากผลิตภัณฑ์ยา และคำเตือนให้หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของ paracetamol อื่นๆ

สิ่งที่ผู้บริโภคควรทราบก่อนการใช้ยา paracetamol

                Paracetamol ควรใช้เมื่อมีความจำเป็น และอ่านฉลากอย่างเคร่งครัดทุกครั้งที่จะมีการใช้ยา เพื่อป้องกันการใช้ยาซ้ำซ้อน ไม่รับประทานยาติดต่อกันนานมากกว่า 5 วัน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดพิษต่อตับมากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ระหว่างที่มีการใช้ยา ผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคตับ ผู้ที่มีการดื่มแอลกอฮอล์อย่างสม่ำเสมอ หรือมีการใช้ยาอื่นๆ ร่วมด้วย ควรทำการปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนที่จะมีการใช้ยานี้

สาธารณสุขมูลฐาน

งานสาธารณสุขมูลฐาน  ในปัจจุบันอาจไม่ได้รับการกล่าวถึงมากเท่าที่ควร ทั้งที่จริงแล้วงานนโยบายต่างๆนาๆก็ล้วนคล้ายคลึงหรือจะเรียกว่าดึงมาจากงานสาธารณสุขมูลฐานทั้งสิ้น

งานสาธารณสุขมูลฐานคืออะไร

   การสาธารณสุขมูลฐาน (Primary health care) คือ การดูแลสุขภาพที่จำเป็นตั้งอยู่บนพื้นฐานของการปฏิบัติ โดยใช้เทคโนโลยี่ที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ และเป็นที่ยอมรับทั่วไปในสังคม เพื่อเป็นหลักการทั่วไปใช้ในการดูแลสุขภาพส่วนบุคคล ครอบครัว และคนในชุมชน โดยผ่านการยอมรับของชุมชนและมีค่าใช้จ่ายในระดับที่ชุมชนยอมรับได้ ในทุกๆขั้นตอนของการพัฒนาต้องมีการยอมรับฟังความคิดเห็นของคนในกลุ่มหรืออาจกล่าวสั้นๆว่า  สาธารณสุขมูลฐานคือ การดูแลสุขภาพ ในระบบสาธารณสุข รูปแบบหนึ่งที่มุ่งเน้น การจัดการทรัพยากรทางสุขภาพโดยใช้เงื่อนไขของชุมชนเป็นสำคัญ

ประวัติความเป็นมางานสาธารณสุขมูลฐาน

เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2524 - พ.ศ. 2525 องค์การอนามัยโลกได้เสนอความคิดขึ้นมาว่า หากจะให้ประชากรทุกคนในโลกหรือประชากรในประเทศมีสุขภาพอนามัยที่ดีขึ้นแล้ว งานสาธารณสุขจะต้องได้รับการส่งเสริม ให้ชาวบ้านได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ซึ่งในขณะนั้นก็ได้มีประเทศต่าง ๆ ได้เริ่มดำเนินการทำนองนี้แล้ว รวมทั้งประเทศไทยด้วย พร้อมกันนั้นประเทศสมาชิกขององค์การอนามัยโลกได้มีมติให้ถือว่า ปี ค.ศ. 2000 หรือ พ.ศ. 2543 เป็นเป้าหมายที่ประชากรทุกคนของประเทศสมาชิกจะมีสุขภาพอนามัยดีอย่างทั่วถึง ซึ่งประเทศสมาชิกทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทย ได้ยอมรับเป้าหมายดำเนินงาน เมื่อเดือนกันยายน 2521 ได้มีการประชุมเรื่องการสาธารณสุขมูลฐานขึ้นที่เมืองอัลมาอตาประเทศรัสเซีย ที่ประชุมยอมรับหลักการว่า สาธารณสุขมูลฐาน เป็นกลวิธีที่เหมาะสมที่จะทำให้ประชากรทุกคนมีสุขภาพอนามัยดีอย่างทั่วถึงได้

องค์ประกอบของงานสาธารณสุขมูลฐานของประเทศไทย                                                 

องค์ประกอบของงานสาธารณสุขมูลฐานของประเทศไทยนั้น มีความสอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประชาชนโดยเป็นองค์ประกอบที่มีความเชื่อมโยงกับงานบริการสาธารณสุขพื้นฐาน (Basic Health Service) ซึ่งรัฐบาลได้เป็นผู้จัดให้แก่ประชาชน

องค์ประกอบของงานสาธารณสุขมูลฐานดังกล่าวประกอบด้วยการบริการแบบผสมผสาน 4 ด้าน คือ

    1.การป้องกันโรค
    2.การส่งเสริมสุขภาพอนามัย
    3.การรักษาพยาบาล
    4.การฟื้นฟูสภาพ

ซึ่งสามารถแยกออกเป็นงานที่ประชาชนสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองออกเป็น งานต่าง ๆ ซึ่งเรียกว่า องค์ประกอบของงานสาธารณสุขมูลฐาน จำนวน 14 องค์ประกอบคือ

1. งานโภชนาการ อสม. มีหน้าที่กระตุ้นเตือนให้ประชาชนได้ตระหนักถึงปัญหาโภชนาการที่เกิดขึ้น เช่น โรคขาดสารอาหารในเด็ก 0-5 ชวบ หรือเด็กแรกเกิดมีน้ำหนักต่ำเป็นต้น โดยร่วมมือกับกรรมการหมู่บ้าน ผู้นำ กลุ่มแม่บ้าน ในการค้นหา สำรวจสภาวะอนามัยเด็ก ชั่งน้ำหนักเด็ก 0-5 ขวบ ทุกคนเป็นประจำ เมื่อพบเด็กคนใดที่ขาดสารอาหารก็ดำเนินการให้อาหารเสริมโดยเร็ว ให้ความรู้แก่แม่ในการให้อาหารแก่ทารก ตลอดจนส่งเสริมการปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เพื่อนำมาเป็นอาหาร

2. งานสุขศึกษา
ให้สุขศึกษาในเรื่องต่าง ๆ เช่น ปัญหาสาธารณสุขของท้องถิ่น การร่วมกันแก้ไขปัญหา เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคและการส่งเสริมสุขภาพอนามัยให้แก่ ประชาชนในหมู่บ้านหรือชุมชน

3. การรักษาพยาบาล
อสม. ให้การรักษาพยาบาลที่จำเป็นเบื้องต้นแก่ชาวบ้าน ชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงความสามารถของ อสม. ในการรักษาพยาบาล และชี้แจงให้ทราบถึงสถานบริการของรัฐ ตลอดจนส่งต่อผู้ป่วยถ้าเกินความสามารถของ อสม.

4. การจัดหายาที่จำเป็น ดำเนินการจัดตั้งกองทุนยาและเวชภัณฑ์ประจำหมู่บ้าน หรือจัดหายาที่จำเป็นไว้ให้บริการในศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชน (ศสมช.) และดำเนินการให้ประชาชนสามารถซื้อยาที่จำเป็นเหล่านี้จากกองทุน หรือ ศสมช. ได้สะดวก รวดเร็ว และมีราคาถูก

5. การสุขภิบาลและจัดหาน้ำสะอาด อสม. ชี้แจงให้ประชาชน กรรมการหมู่บ้าน ทราบถึงความสำคัญของการจัดหาน้ำสะอาดไว้ดื่ม การสร้างส้วม การกำจัดขยะมูลฝอย และการจัดบ้านเรือนให้สะอาด เป็นต้น

6. อนามัยแม่และเด็กและการวางแผนครอบครัว อสม. ชี้แจงและจูงใจให้ประชาชนทราบถึงความสำคัญของการวางแผนครอบครัว ความจำเป็นของการดูแลก่อนคลอด (การฝากครรภ์) และการดูแลหลังคลอด นัดหมายมารดามารับบริการและความรู้ในการปฏิบัติตน การกินอาหาร ชั่งน้ำหนัก และวัดความดันโลหิต นัดเด็กมารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดต่อ

7. งานควบคุมป้องกันโรคติดต่อในท้องถิ่น อสม. ชี้แจงให้ประชาชนทราบว่าในหมู่บ้านมีโรคอะไรที่เป็นปัญหา เช่น โรคอุจาระร่วง โรคพยาธิ ไข้เลือดออก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการป้องกันและรักษา รวมทั้งการร่วมมือกันในการดำเนินการควบคุมและป้องกันมิให้เกิดโรคระบาดขึ้น ได้

8. การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค อสม. ชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงความสำคัญของการให้วัคซีนป้องกันโรคติดต่อ และนัดหมายเจ้าหน้าที่ออกไปให้บริการแก่ประชาชนตามจุดนัดพบต่าง ๆ

9. การส่งเสริมสุขภาพฟัน อสม. ชี้แจงและให้ความรู้กับประชาชนถึงการดูแลฟัน การรักษาสุขภาพช่องปากและฟัน นัดหมายประชาชนให้มารับบริการในสถานบริการหรือเมื่อมีหน่วยทันตกรรมเคลื่อน ที่เข้ามาในชุมชน

10. การส่งเสริมสุขภาพจิต อสม. ชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงการส่งเสริมสุขภาพจิต การค้นหาผู้ป่วยในระดับชุมชน เพื่อจะได้รับการแนะนำ การรักษาที่ถูกต้อง

11. อนามัยสิ่งแวดล้อม
อสม. ร่วมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับงานอนามัยสิ่งแวดล้อมกับประชาชน ประชาชนทุกคนเฝ้าระวังมิให้มีการกระทำที่ก่อให้เกิดมลภาวะ องค์กรชุมชนร่วมกันวางแผนแก้ปัญหาของชุมชนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ส่งเสริมและให้ความรู้เรื่องสารเคมีในการเกษตร แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการกับผู้กระทำผิด

12. คุ้มครองผู้บริโภค อสม. ร่วมกับประชาชนสอดส่องดูแลพฤติกรรมของร้านค้า รถขายยาเร่ ฯลฯ หากพบเห็นผู้กระทำผิดกฎหมายก็แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการ อสม.ร่วมกันให้ความรู้แก่เพื่อนบ้านในการเลือกซื้อสินค้า เช่น อาหาร เครื่องปรุงรส ขนม เครื่องสำอางที่มีมาตรฐานตามเกณฑ์ อย. มาใช้ ตลอดจนอาจจัดตั้งกลุ่ม ชมรม เพื่อร่วมมือประสานงานกันดูแลประชาชนในพื้นที่

13. การป้องกันควบคุมอุบัติเหตุ อุบัติภัย และโรคไม่ติดต่อ
อสม. ร่วมกันค้นหาผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิต มะเร็ง พร้อมทั้งจัดทำทะเบียนรายชื่อผู้ป่วยเพื่อรับการรักษาหรือส่งต่อ วิธีการปฏิบัติตนให้พ้นจากการเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อต่าง ๆ ให้ความรู้แก่ประชาชนถึงแนวทางการป้องกันและควบคุมอุบัติเหตุ อุบัติภัย ตลอดจนสร้างเสริมความมีน้ำใจและเอื้ออาทรต่อผู้พิการในชุมชนและร่วมกัน ฟื้นฟูสภาพผู้พิการ

14. เอดส์ อสม. ให้ความรู้กับประชาชนให้ทราบถึงความสำคัญ และความจำเป็นในการควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ ร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้ ความเข้าใจ ทัศนคติ และการปฏิบัติที่ถูกต้องในการป้องกันและควบคุมโรคเอดส์ ตลอดจนมีความสามารถในการดูแลผู้ป่วยเอดส์ ให้สามารถอาศัยอยู่ในชุมชนได้โดยชุมชนยอมรับ และไม่แพร่กระจายโรคเอดส์สู่คนในชุมชน

องค์ประกอบของงานสาธารณสุขมูลฐานทั้ง 14 องค์ประกอบนี้ ไม่จำเป็นต้องเริ่มทีเดียวพร้อมกันหมดทุกอย่าง อาจจะเริ่มในเรื่องที่ประชาชนคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นจริง ๆ ของชุมชนของตนเองก่อน แล้วภายหลังต่อมาก็ขยายต่อไปได้อีก และถ้าหากชุมชนใดไม่มีปัญหาในบางเรื่องเหล่านี้ องค์ประกอบที่ดำเนินการก็อาจลดลงได้ตามสภาพของความเป็นจริงของชุมชนนั้น

Popular Posts

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

 
Copyright © 2011 toncub | High CTR Blogspot Themes designed by Ali Munandar | Powered by Blogger.Com.
My Zimbio