ขับเคลื่อนโดย Blogger.

กรศึกษาลูกน้องไม่ปลื้มหัวหน้า

"ผมเห็นหลายๆคนในวงการสาธารณสุข และคนที่ทำงานภาครัฐนะครับ ชอบบ่น นินทรา ให้หัวหน้าหรือเจ้านายตัวเอง บ้างก็ว่าบ้างาน บ้างก็ว่าชอบเอาหน้า บ้างก็ว่าไม่ยุติธรรม บ้างก็ว่าไม่แจกงาน ไม่ทำโทษคนทำผิด และความจริงที่ผมเห็นนะครับ บางคนทำงานหนักมากๆๆ ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน เท่ากับผม คือผมไม่ค่อยได้ทำอะไรครับ ไม่งั้นไม่มีเวลามาเขียนบล็อกแน่ๆ เรื่องการซื้อใจเจ้านายและไม่ได้ใจลูกน้องคงมีอยู่ทุกวงการครับ อย่างของเอกชนเนี๊ยก็เป็น แอปเปิ้ลครับ ที่มีคนนิยมใช้สินค้ามาก(ลูกค้าคือเจ้านาย) แต่พนักงานกับไม่พอใจCEOเอาละครับ ผมไปเจอบทความจากกรุงเทพธุรกิจ ผมคิดว่าเป็นบทความที่ควรศึกษานะครับ"


"แอปเปิล" ทำให้ใครต่อใครอยากช้อปผลิตภัณฑ์สุดเจ๋ง แต่ดูเหมือนจะไม่สามารถ "ซื้อใจ" พนักงานบางส่วนได้
กระแสคลั่งไคล้สมาร์ทโฟนในสหรัฐมีส่วนช่วยสร้างงานนับหมื่นตำแหน่งในร้านค้าปลีก อาทิ เบสต์ บาย และเวอริซอน ไวร์เลส รวมถึงปั๊มเงินหลายพันล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสหรัฐ
ในโลกใบนี้ ไม่มีใครปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของแอปเปิล ผู้สร้างปรากฏการณ์ในแวดวงค้าปลีกจากการดีไซน์ที่ไม่มีที่ติ บริการขั้นเทพ และตัวเลขรายได้ที่น่าตื่นเต้น
ข้อมูลจากรีเทลเซลส์ พบว่า ปีที่แล้ว ร้าน "แอปเปิล สโตร์" 327 แห่งทั่วโลก ทำเงินเมื่อเทียบเป็นตารางฟุตได้มากกว่าร้านค้าปลีกอเมริกันรายอื่นๆ และมากกว่าอันดับ 2 อย่าง "ทิฟฟานี" เกือบ 2 เท่า และขายสินค้าได้ราว 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ทั่วโลก
"นิวยอร์ก ไทม์ส" ตั้งข้อสังเกตว่า ดูเหมือนพนักงานจำนวนมากในร้านแอปเปิล สโตร์ ไม่ปลื้มกับความมั่งคั่งที่ได้รับน้อยนิด ทั้งที่พนักงานเหล่านี้เป็นกำลังหลักในตลาดสหรัฐ ซึ่งได้ผลตอบแทนจากการขายไอโฟนและแมคบุ๊กเป็นรายชั่วโมง ไม่ใช่วิศวกร หรือผู้บริหาร ที่มีรายได้และโบนัสก้อนโต
อย่างกรณีของ "จอร์แดน โกลสัน" ซึ่งขายผลิตภัณฑ์ในร้านแอปเปิล สโตร์ คิดเป็นมูลค่า 750,000 ดอลลาร์ ในช่วงดวงขึ้น 3 เดือนซ้อนในปีที่แล้ว บอกว่า ได้รับค่าจ้างชั่วโมงละ 11.25 ดอลลาร์ แต่เมื่อมองไปถึงกำไรที่บริษัททำได้ เทียบกับเงินเดือนที่พนักงานได้รับ ทำให้รู้สึกว่าค่อนข้างเขี้ยว
ทั้งที่แอปเปิลอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่ตำแหน่งงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการ ทั้งพนักงานขาย ตัวแทนบริการลูกค้า งานซ่อมแซม และการจัดส่ง พนักงานแอปเปิลราว 30,000 คน จากทั้งหมด 43,000 คน ทำงานในร้านแอปเปิล สโตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบเศรษฐกิจภาคบริการ โดยพนักงานส่วนใหญ่ได้ค่าตอบแทนประมาณ 25,000 ดอลลาร์ต่อปี
อุตสาหกรรมบริการมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐ เพราะงานที่เกี่ยวกับภาคบริการมีส่วนขับเคลื่อนการจ้างงานมาตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่ชาวอเมริกันที่ทำงานในภาคการผลิตมีสัดส่วนเพียง 8%
เมื่อเทียบกับมาตรฐานในอุตสาหกรรมค้าปลีก แอปเปิลจ่ายค่าตอบแทนงามกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมเดียวกัน และดีกว่าค่าแรงขั้นต่ำที่ 7.25 ดอลลาร์ รวมถึงมีสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ โอกาสในการซื้อหุ้นของบริษัท และสิทธิในการซื้อผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลในราคาลดพิเศษ ล่าสุดบริษัทมีแผนจะปรับขึ้นค่าตอบแทนสำหรับพนักงาน ซึ่งยังไม่ได้เคาะรายละเอียด
แม้แอปเปิล จะประสบความสำเร็จในการสร้างวัฒนธรรมในการพัฒนางานให้ดีขึ้น และเป็นบริษัทที่มีผู้คนอยากร่วมงานด้วยเป็นอันดับต้นๆ แต่อัตราการลาออกของพนักงานแอปเปิล สโตร์ กลับเพิ่มขึ้นในหลายสาขา
จากการสำรวจภายในบริษัท พบว่า มีความไม่พอใจในหมู่พนักงาน โดยเฉพาะพนักงานด้านเทคนิค หรือพวกขั้นเทพที่เรียกว่า Genius ที่อยู่หลัง "จีเนียส บาร์" โดยอัตราการจ้างงานพนักงานกลุ่มนี้อยู่ที่เกือบ 90% ต่อปี
"เชน การ์เซีย" อดีตผู้จัดการร้านแอปเปิล สโตร์ ในชิคาโก ที่ลาออกเมื่อปีก่อนหลังร่วมงานกับแอปเปิล 4 ปี เพราะงานกองท่วมมากมาย รวมทั้งไม่สนุกกับการระงับอารมณ์ของทั้งพนักงานและลูกค้า อธิบายว่า ในความเป็นจริง บรรดาช่างเทคนิคเหล่านี้ชอบงานของตัวเอง เพราะได้เปลี่ยนบรรยากาศไปทั่วประเทศ และได้ค่าตอบแทนปีละประมาณ 40,000 ดอลลาร์ ในเขตเมืองชิคาโก กระนั้นช่างเทคนิคมือดีจำนวนไม่น้อยอยากลาออก แต่ยังไม่สามารถหางานที่เทียบเคียงกันได้ ซึ่งส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ
ปัญหาสำคัญ ที่ทำให้พนักงานในแอปเปิล สโตร์ รู้สึกเช่นนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องความก้าวหน้า แต่แอปเปิลยังมีปัญหาเรื่องการเลื่อนตำแหน่ง ถึงแม้จะมีงานหลากหลายที่แอปเปิล สโตร์ แต่ก็มีผู้ชิงชัยเป็นจำนวนหลายสิบคนในแต่ละตำแหน่ง ยิ่งการจะขยับไปทำงานในสำนักงานใหญ่ยิ่งไม่ใช่เรื่องธรรมดา
นอกจากนี้ ความต้องการใช้บริการที่มากขึ้น ส่งผลให้ร้านจำกัดเวลาในการซ่อมอุปกรณ์ของแอปเปิล โดยการแก้ปัญหาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จะต้องไม่เกิน 15 นาที และอุปกรณ์อื่นๆ 10 นาที หากมีปัญหาที่ต้องใช้เวลานานขึ้น หมายความว่าช่างเทคนิคเหล่านี้จะต้องทำงานแบบน็อนสต็อประหว่างกะของตัวเอง แทนที่จะมีเวลาพักเบรก 15 นาที 2 ครั้ง
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ระดับความไม่มีความสุขของพนักงานไล่ตามผู้ที่มีความสุขมากขึ้น ขณะเดียวกัน แอปเปิลก็ไม่เคยขาดแคลนจดหมายสมัครงาน เพราะผู้คนจำนวนมากยังต้องการร่วมงานกับอาณาจักรแห่งนี้


อ้างอิง:กรุงเทพธุรกิจ

สำหรับนักวิชาการสาธารณสุขขาดเหล้า(ไม่ได้)..ผมเอง

"ผมเองก็เป็น 1 ในนักวิชาการสาธารณสุขที่ชอบดื่มเหล้า ดื่มสุรา ฟังเพลง กินต้มไก่ ผมว่ามันเป็นอะไรที่ปฏิเสธไม่ได้เลยครับ ผมเราทำงานกับชุมชน บางทีก็เหงา ต้องดื่มเหล้าฟังเพลงบ้าง จริงๆผู้ชายก็เป็นแบบนี้แหละครับไม่ว่าอาชีพใด แต่ถึงกระนั้นเราเป็นนักวิชาการสาธารณสุข แม้ชอบดื่มสุรากับมิตรสหาย และเราก็รู้ว่าตับเราทำงานหนักแค่ไหน ก็ต้องรู้วิธีบำรุงตับแหละครับ เพราะตับเป็นอวัยวะที่สำหรับมากๆๆ"

การดื่มเหล้าอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เป็นโรคตับแข็ง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนทั่วไปจะไม่เสี่ยงภาวะตับอักเสบ พฤติกรรมการอุปโภคบริโภค รวมทั้งการมีสารเจือปนในอากาศและอาหารมากมายในทุกวันนี้ ได้ทำให้คนส่วนใหญ่กำลังสะสมสารพิษในตับมากมายโดยไม่รู้ตัว

โรคตับนับเป็นโรคติดอันดับต้น ๆ ที่มีคนป่วยมากขึ้น สาเหตุสำคัญอีกอย่าง ที่บางคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน นั่นคือ การทานยาต่าง ๆ ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นตับพิการถึง 40% เพราะตับต้องย่อยสลายสารเคมี และนี่คือ 5 อาหารตัดตอนความป่วย ที่ช่วยเคลียร์การสะสมโรคภัยในตับที่มีผลต่อการเจ็บง่าย หายยากของโรคสุขภาพนานาชนิด ที่คุณควรอ่านและควรทำ

ซุปรวมเห็ดล้างไขมันในตับ เห็ดช่วยล้างสารพิษ ลดไขมันที่สะสมอยู่ในตับและกระแสเลือด ต่อต้านการก่อตัวของมะเร็ง ลดอนุมูลอิสระ การเกิดซีสต์ ถุงน้ำ เนื้องอก ช่วยสลายเยื่อพังผืดในช่องท้อง อุ้งเชิงกราน มดลูก ทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาว

การกินเพื่อล้างพิษตับ ควรกินตั้งแต่สามชนิดร่วมกัน โดยนำมาแช่น้ำให้นิ่ม หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วต้มกับมะตูมแห้ง ใบเตย หรืออาจนำไปต้มกับสาหร่ายทะเล ทานแทนซุปร่วมกับอาหารในแต่ละมื้อ

ขมิ้นชันขับพิษสะสมในตับ ขมิ้นชันจะช่วยบำรุง ฟื้นฟู และล้างสารพิษออกจากตับได้ วิธีที่ง่ายที่สุด คือการกินในลักษณะแคปซูลบรรจุผงสกัด ในเวลาก่อนนอน ปริมาณ 5,000-8,000 มิลลิกรัมต่อวัน

เก๋ากี้ปกป้องตับยกระดับความแข็งแรง เก๋ากี้ มีเบต้าแคโรทีน กรดกำมะถัน เอมีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก วิตามินอี และวิตามินบี 2 ซึ่งมีส่วนในการเสริมภูมิต้านทานโรค เพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาว ลดน้ำตาลและไขมันในเลือด ป้องกันไขมันพอกตับ ช่วยให้ตับทำงานดีขึ้น วิธีการทานก็ง่ายแสนง่าย เพียงชงเก๋ากี๋แบบชาแล้วดื่มแทนน้ำทั้งวัน หรืออาจทำเป็นโจ๊ก หรือน้ำแกงได้ อย่างตุ๋นกระดูกซี่โครงหมู ต้มฟัก

กะหล่ำปลีต่อต้านมะเร็งในตับ  กะหล่ำปลีช่วยเพิ่มสารกลูตาไทโอน ที่ล้างพิษจากควันไอเสียและยา ซึ่งทำให้ตับพิการได้ และยังมีสารอินโดลฟลาโวนอยด์ คาร์บินอล ซัลฟาราเฟน กลูโคซิโนเลต เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิก ช่วยต้านการก่อตัวของมะเร็ง บำรุงไต ชะล้างสารพิษ ทำความสะอาดลำไส้ บรรเทาอาการอักเสบจากแผลในสำไส้ บรรเทาอาการแน่นหน้าอก แก้ท้องผูก เจ็บคอ จุกเสียดแน่นท้อง นำมาผสมเป็นค็อกเทลสุขภาพโดยการคั้นสับปะรด แครอท กะหล่ำปลีเข้าด้วยกันบีบมะนาวเพิ่มลงไปแล้วดื่มทันที

มะขามป้อมแอนตี้ไวรัสตับ มะขามป้อมอุดมไปด้วยวิตามินซีมากกว่าแอปเปิ้ลถึง 160 เท่า และแม้จะถูกทำให้แห้งหรือแช่เย็นเป็นเวลานาน ๆ เท่าใด วิตามินซีก็จะยังคงอยู่ เพราะมะขามป้อมมีสารแทนนิน และโพลีฟีนอลที่ช่วยป้องกันการออกซิไดซ์ของวิตามินซี ซึ่งมะขามป้อมจะช่วยรักษาอาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ป้องกันการเกิดพิษโลหะหนัก ต่อตับ และยับยั้งการเกิดมะเร็งตับได้ การทานมะขามป้อมนั้นก็ง่ายเช่นกัน โดยนำมาคั้นดื่มเหมือนน้ำผลไม้ทั่วไป





ที่มา : กระปุกดอทคอม

แนวทางควบคุมโรคไข้เลือดออก

 "ช่วงนี้เห็นเพื่อนๆนักวิชาการสาธารณสุขที่ทำงานชุมชน และต้องรับผิดชอบงานระบาดด้วย ได้บ่นเรื่องการควบคุมโรคไข้เลือดออกที่ช่วงนี้กำลังระบาด ต้องออกไปพ่นควัน ผมเองไม่ได้รับผิดชอบงานระบาด แต่ใจจริงก็อยากไปเรียนงานระบาดเหมือนกันครับ   เอาแนวทางการจัดการปัญหาไข้เลือดออกมาไว้อ่านเผื่อวันไหนได้รับผิดชอบงานนี้บ้างครับ"

1. การจัดลำดับพื้นที่ตามขนาดของปัญหา
     

    การกำหนดพื้นที่  ควรจัดทำข้อมูลผู้ป่วยเป็นรายหมู่บ้าน ตำบล เพื่อจะได้เห็นจุดที่เป็นปัญหาชัดเจน  ใช้ Epidemic curve  รายหมู่บ้าน ร่วมกับแผนที่ที่แสดงให้เห็นถึงหมู่บ้านช่วยในการประเมินแนวโน้มและทิศทางการระบาด
    ขนาดของปัญหา  วิเคราะห์จากปัจจัยหลาย ๆ ปัจจัยร่วมกัน เช่น
        รายงานผู้ป่วยรายสุดท้ายหรือผู้ป่วยรายใหม่  ซึ่งจะบอกถึงพื้นที่ที่กำลังมีการระบาดและหากพบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ใหม่ ๆ ทำให้เห็นทิศทางของการแพร่ระบาดได้
        รายงานการเคลื่อนย้ายประชากร เช่น การเดินทางของประชาชนจากพื้นที่ระบาด  ออกไปประกอบอาชีพในพื้นที่อื่น อาจเป็นสาเหตุให้เกิดการระบาดในพื้นที่ที่เดินทางไปนั้น ๆ ด้วย

   
2. มาตรการในการควบคุมป้องกัน แบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ  การจัดการที่ตัวพาหะคือยุง และการจัดการที่โฮสต์ ซึ่งหมายถึงประชาชน  ( มาตรการ 7 ป. ปิด ภาชนะ ,ปล่อย ปลากินลูกน้ำ,ปรับปรุงสิ่งแวดล้อม ,ปรับสภาพน้ำ(ใส่ทราย/น้ำส้ม/เกลือ),เปลี่ยนน้ำ,ป้องกันยุงกัด,ปฎิบัติต่อเนื่อง
     

2.1    การจัดการยุงพาหะ  ดำเนินการ ดังนี้
   
     

2.1.1 การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ เช่น  การทำลายภาชนะหรือวัสุดที่ไม่ใช้ ขยะ
เพื่อมิให้มีน้ำขังเมื่อฝนตก

2.2.2 การกำจัดลูกน้ำยุง  เช่น  การหยอดทรายอะเบทหรือเติมผงซักฟอก การเลี้ยงปลากัด  ปลาหางนกยูง

2.2.3 การกำจัดยุงตัวแก่ มีหลากหลายวิธีนอกเหนือจากการฉีดพ่นสารเคมี ในครัวเรือนสามารถใช้น้ำยาล้างจาน 1 ช้อนชา ผสมน้ำ 1 ลิตร บรรจุลงในกระบอกฉีดน้ำพรมผ้า ฉีดพ่นต่อเนื่องไปที่กลุ่มยุงที่เกาะพักตามมุมผนังในห้องน้ำหรือในภาชนะที่เป็๋นแหล่งเพาะพันธุ์ (กสินและคณะ ,2550)

   
     

2.2 การจัดการที่โฮสต์หรือประชาชน


2.2.1 การสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์   เจ้าหน้าที่สาธารณสุข  ควรเลือกใช้กลวิธีต่าง ๆ ที่จะสื่อสารและเข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด  เพื่อให้ประชาชนตื่นตัวในการป้องกันตนเอง  และช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงอย่างสม่ำเสมอ

2.2.2 การสร้างความตระหนักส่วนบุคคลหรือในระดับครัวเรือน  ซึ่งอาจร่วมกับท้องถิ่นเพื่อทำประชาคม หรืออาจร่วมกับภาคีเครือข่ายสุขภาพในการคืนข้อมูลเรื่องโรคไข้เลือดออกในพื้นที่ให้กับประชาชนทราบ และร่วมกันหาแนวทางหรือมาตรการในการที่จะช่วยกันในการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง

2.2.3 ป้องกันตนเองจากการถูกยุงกัดตั้งแต่ช่วงเช้ามืดไปจนถึงช่วงกลางคืน  เนื่องจากพฤติกรรมการกัดของยุงในช่วงฤดูฝนสามารถพบได้ตั้งแต่ เวลา 04.00-  24.00 น. (อุษาวดีและคณะ,2552)
   
3. การกำกับติดตามการเฝ้าระวังโรคอย่างใกล้ชิด
      3.1 การรายงานผู้ป่วยตามนิยามเฝ้าระวังอย่างครบถ้วนและทันเวลา  จะช่วยสะท้อนสถานการณ์ความเป็นจริงมากที่สุดและ เป็นข้อมูลสำหรับผู้บริหารในพื้นที่ในการตัดสินใจด้านนโยบายและยุทธศาสตร์   และยังช่วยให้การทำนายแนวโน้มของโรคในอนาคตมีความแม่นยำมากขึ้นด้วย    
     

3.2 การสอบสวนโรคในชุมชน   เป็นกิจกรรมสำคัญกิจกรรมหนึ่งของการเฝ้าระวังโรค
ทำให้ทราบถึงสาเหตุและปัจจัยเฉพาะของพื้นที่นั้น ๆ ตลอดจนปัญหาและอุปสรรค
ต่าง ๆ ที่จะต้องแก้ไข  และจะต้องดำเนินการเชิงรุก  ดังนี้

    การค้นหาผู้ป่วยรายแรกและรายใหม่ในชุมชน
    การรณรงค์ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในขณะที่เกิดโรค  และดำเนินการอย่างต่อเนื่องต่อไป  เพื่อลดจำนวนประชากรยุง
    ร่วมกับท้องถิ่นในการทำประชาคม  เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการยุงพาหะและป้องกันตนเอง

   
      การเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการ เพื่อช่วยในการวางแผนและทำนายแนวโน้ม การ ระบาดให้แม่นยำมากขึ้น    แต่ละพื้นที่ควรติดตามผลตรวจทางห้องปฏิบัติการให้
รวดเร็ว และวิเคราะห์ข้อมูลของตัวอย่างเลือด โดยเฉพาะสัดส่วนตัวอย่างเลือดที่
ให้ผลเป็นบวก และซีโรทัยป์ต่าง ๆ ของไวรัสเดงกี    
     

มาตรการต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น  ต้องให้ความสำคัญมากขึ้นใน
ช่วงสัปดาห์แรกที่เริ่มมีฝนตกในพื้นที่
ช่วงที่ฝนตก ๆ หยุด ๆ และ
เมื่อฝนเริ่มจะหมดจากพื้นที่
เพราะเป็นช่วงที่พบว่ามีความสัมพันธ์กับอุบัติการณ์ไข้เลือดออกที่เพิ่มมากขึ้น

Food poisoning

"ถ้าท่านเป็นนักวิชาการสาธารณสุขท่านต้องเจอคำถามที่ว่า ท้องเสีย ท้องร่วง อาหารเป็นพิษ ควรทำอย่างไร บางทีคุณอาจจำไม่ได้ และควรมาทบทวนโดยการอ่านบทความของผมครับ ผมไปเจอข้อมูลมาก็นำมาฝากไว้นะครับ หวังว่าเรื่องท้องร่วงน่าจะมีประโยชน์นะครับ"

โรคอาหารเป็นพิษ เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่มีสิ่งปนเปื้อน ได้แก่สารพิษหรือท็อกซิน (Toxin) ที่แบคทีเรียสร้างไว้ในอาหาร สารเคมีต่างๆ เช่น โลหะหนัก สารหรือวัตถุมีพิษซึ่งพบในพืชและสัตว์เช่น เห็ด ปลา หอย และอาหารทะเลต่างๆ รวมทั้งกลุ่มเชื้อโรคที่มีการสร้างสารพิษในสำไส้ ได้แก่ Staphylococcus aureus, Bacillus cereus, Clostridium perfringens Vibrio parahemolyticus และ Clostridium botulinum เป็นต้น

อาหารเป็นพิษจากเชื้ออื่นๆ รวมถึงการปนเปื้อนสารเคมี หรือสารอินทรีย์อื่นๆ ที่อาจจะปรากฏในอาหารบางอย่าง เช่น เห็ด, ปลา, หอย, ผลไม้ และผักหลายชนิด พิษจากเห็ดอาจจะเกิดจาก muscarine (อาการที่เกิดขึ้นภายใน 2-3 นาที ไปจนถึง 2 ชั่วโมง น้ำลายไหล, เหงื่อออก, อาเจียน, ปวดบิดในท้อง, อุจจาระร่วง, สับสน, โคม่า) หรือ phallolidine (อาการเกิด 6-24 ชั่วโมง อาการของทางเดินอาหารร่วมกับอาการไม่มีปัสสาวะ, ตัวเหลืองตาเหลือง, ตับถูกทำลาย) พิษจากเห็ดทั้งสองชนิดรักษาให้รอดชีวิตยากในกลุ่มพิษหลายชนิดจากปลา อาการ icthyosarcotoxism จาก ciguatera เพราะไปกินปลาที่มีพิษสร้างจาก dinoflagellates ในน้ำทะเลใกล้ปะการังริมไหล่ทะเลเขตร้อน หลังจาก ½ - 4 ชั่วโมงจะเกิดการระบาดจากแหล่งเชื้อโรครวมเริ่มด้วยคันยุบๆยิบๆ รอบปาก, อาเจียน,อุจจาระร่วง, ปวดเจ็บทั่วตัว, ไข้, ไม่มีเรี่ยวแรง, อัมพาต พิษจากหอยสองฝาและหอยฝาเดียวที่กิน dinoflagellates มีพิษอาจจะเกิดอาการคล้ายกัน 5-30 นาทีหลังกินหอยนางรมบางชนิดทำให้เกิดอาการของโรคทางเดินอาหาร เลือดไหล และการทำงานของตับไม่ปกติ เกิดหลังกิน 24-48 ชั่วโมง และมักไม่ค่อยรอดชีวิต พิษจากสารเคมีเป็นผลมาจากมีพิษของยาฆ่าแมลงอยู่บนผักและผลไม้หรือใช้เครื่อง ครัวที่เคลือบตะกั่ว ฯลฯ

องค์การอนามัยโลกได้กำหนดกฎทอง 10 ประการ เพื่อเป็นแนวปฏิบัติในการป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากโรคอาหารเป็นพิษ คือ
1. เลือกอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิตอย่างปลอดภัย เช่น เลือกนมที่ผ่านกระบวนการพาสเจอร์ไรซ์ ผักผลไม้ควรล้างด้วยน้ำปริมาณมาก ๆ ให้สะอาดทั่วถึง
2. ปรุงอาหารให้สุกทั่วถึงก่อนรับประทาน
3. รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ
4. หากมีความจำเป็นต้องเก็บอาหารที่ปรุงสุกไว้นานกว่า 4-5 ชั่วโมง ควรเก็บไว้ในตู้เย็นส่วนอาหารสำหรับทารกนั้นไม่ควรเก็บไว้ข้ามมื้อ
5. ก่อนที่จะนำอาหารมารับประทานความอุ่นให้ร้อน
6. ไม่นำอาหารที่ปรุงสุกแล้วมาปนกับอาหารดิบอีก เพราะอาหารที่สุกอาจปนเปื้อนเชื้อโรคได้
7. ล้างมือให้สะอาด ไม่ว่าจะเป็นก่อนการปรุงอาหาร ก่อนรับประทาน และโดยเฉพาะหลังการเข้าห้องน้ำ
8. ดูแลความสะอาดของพื้นที่สำหรับเตรียมอาหาร ล้างทำความสะอาดหลังการใช้ทุกครั้ง
9. เก็บอาหารให้ปลอดภัยจากแมลง หนู หรือสัตว์อื่นๆ
10. ใช้น้ำสะอาดในการปรุงอาหาร และควรระวังเป็นพิเศษในการใช้น้ำเพื่อเตรียมอาหารเด็กทารกได้

เมื่อมีอาการของอาหารเป็นพิษ โรคอุจจาระร่วงก็สามารถเริ่มต้นรักษาได้ที่บ้านโดยใช้กฎ 3 ข้อ ขององค์การนามัยโลก
1. ให้สารน้ำละลายเกลือแร่โอ อาร์ เอส หรือ ของเหลวมากกว่าปกติ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ
2. ให้อาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หรือน้ำข้าว หรือแกงจืด ไม่งดอาหาร เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร
3. เมื่ออาการโรคอุจจาระร่วงไม่ดีขึ้นก็ควรไปพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือแพทย์ได้แก่
- ถ่ายเป็นน้ำมากขึ้น
- อาเจียนบ่อย กินอาหารไม่ได้
- กระหายน้ำกว่าปกติ
- มีไข้สูง
- ถ่ายอุจจาระเป็นมูกหรือปนเลือด

วัคซีนป้องกันโรค
สำหรับวัคซีนป้องกันโรคนั้นปัจจุบันมี
1. วัคซีนป้องกันโรคอุจจาระร่วงอย่างแรงชนิดกิน
2. วัคซีนป้องกันโรคไข้ทัยฟอยด์ชนิดกิน
การให้วัคซีนใช้เฉพาะคนที่เลี่ยงต่อการเกิดโรคเท่านั้น เช่น จะเดินทางไปในพื้นที่เกิดโรคเป็นประจำ หรือสมาชิกในครอบครัวเป็นพาหะเชื้อไข้ทัยฟอยด์ ส่วนวัคซีนป้องกันโรคอุจจาระร่วงอย่างแรงประสิทธิภาพของวัคซีน และระยะเวลาของภูมิคุ้มกันอยู่ในระยะสั้น

10 เมนูอันตรายเสี่ยงอาหารเป็นพิษ 

1.ลาบ/ก้อยดิบ เช่น ลาบหมู ก้อยปลาดิบ 2.ยำกุ้งเต้น 3.ยำหอยแครง 4.ข้าวผัดโรยเนื้อปู โดยเฉพาะกรณีที่ทำในปริมาณมาก เช่น อาหารกล่องแจกนักเรียนหรือคณะท่องเที่ยว 5.อาหาร/ขนม ที่ราดด้วยกะทิสด 6.ขนมจีน 7.ข้าวมันไก่ 8.ส้มตำ 9.สลัดผัก และ 10.น้ำแข็ง
ส่วนอาหารปิ้งย่างที่นิยมรับประทานกัน เช่น หมูกระทะ กุ้งกระทะ ช่วงหน้าร้อนนี้ควรปิ้งให้สุกจะได้ปลอดภัยจากอาหารเป็นพิษ ส่วนอาหารถุงอาหารกล่อง อาหารห่อ ต้องรับประทานภายใน 4 ชั่วโมงหลังปรุงสุก หากเป็นอาหารค้างคืน ต้องอุ่นทำให้สุกก่อนรับประทานทุกครั้ง ที่สำคัญ อย่าลืมว่า ฤดูร้อนผู้ปรุงอาหารต้องปรุงอาหารให้ “สุก ร้อน สะอาด” ส่วนผู้บริโภคต้อง “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ”
อย่างไรก็ตาม โรคอาหารเป็นพิษ มีอาการสำคัญคือ คลื่นไส้ อาเจียน เป็นไข้ อุจจาระร่วง ซึ่งทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่จากการถ่ายอุจจาระ การรักษาในเบื้องต้นควรให้สารละลายเกลือแร่โอ อาร์ เอส เพื่อป้องกันการขาดน้ำ หาก ไม่มีสามารถทดแทนได้โดยใช้น้ำต้มสุก 1 ขวดน้ำปลาใหญ่ หรือประมาณ 750 ซีซี ผสมน้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ และเกลือแกงครึ่งช้อนชาผสมให้เข้ากัน ทิ้งให้เย็นลง แล้วรับประทานแทนน้ำ
หรือไม่เช่นนั้น ให้ทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หรือน้ำข้าว หรือแกงจืด โดยไม่งดอาหารรวมทั้งนมแม่(กรณีของเด็ก) ส่วนเด็กที่ดื่มนมผสมให้ผสมเหมือนเดิม แต่ปริมาณลดลงและให้สลับกับสารละลายน้ำตาลเกลือแร่
ทว่า รักษาเบื้องต้นแล้วอาการไม่ทุเลาลง ต้องไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ไม่ควรกินยาเพื่อให้หยุดถ่าย เพราะจะทำให้เชื้อโรคค้างอยู่ในร่างกาย เป็นอันตรายมากขึ้น

iPad 3 กับงานชุมชน

"อันที่จริงผมเป็นคนที่ต่อต้านเทคโนโลยี(iPad 3)มากๆนะครับ คือผมไม่ค่อยเห็นความจำเป็นที่ต้องใช้เทคโนโลยีราคาแพงอย่างเช่น iPad 3 เลยนะครับ แต่ตอนนี้ผมว่าiPad 3 มันจำเป็นสำหรับงานของผมแล้วละครับ และผมคิดว่าiPad 3 จะช่วยในการพัฒนาทักษะและความรู้ของผมมากๆๆครับ ผมต้องซื้อiPad 3 ให้ได้ครับ"

ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยอยากได้ iPad 3 เลยครับ ดังนั้นผมจึงไม่มีข้อมูลiPad 3 เลย (จริงiPad รุ่นไหนผมก็ไม่รู้เรื่องหรอกครับ) ผมคิดว่า iPad 3 จะช่วยในการจดแนวความคิดแบบว่าผมพกiPad 3ไปเครื่องเดียวเหมือนพกหนังสือ + สมุดจดงานได้เลย ผมว่ามัน(iPad 3) ค่อนข้างดีมากๆกับคสขี้ลืมอย่างผม

iPad 3 เปิดตัวในช่วงเดือนมีนาคม 2555 ครับ ตอนนั้นผมได้ยินหัวหน้าผม เพื่อนผมพูดเรื่อง การเปิดตัวของiPad 3 แต่ผมไม่ได้สนใจ แถมหัวเราะดังเหอะๆๆในลำคอ ประมาณว่า iPad 3 ไม่ได้เงินผมหรอก

ผมของพูดถึงเรื่องการนำiPad 3มาขายในไทยก่อนนะครับ คือจะขายiPad 3 ในไทยได้ต้องขออนุมัติจาก กสทช. สาเหตุก็เพราะ iPad 3 เป็นเครื่องที่เชื่อมต่อ WI-fi ได้ครับ  กระบวนการขออนุมัติก็อย่ที่ประมาณ 20-30 วันครับ

เห็นหรือยังครับว่า iPad 3 ผมยุ่งยากต้องแต่เริ่มต้นแล้วครับ ดังนั้นถ้าได้ซื้อ iPad 3 มาใช้มันจะเยี่ยมมากๆๆ แบบว่าโครตเท่เลย

ผมลองหาข้อมูลของ iPad 3 และ iPad2 ปรากฏว่ารูปร่างหน้าตาของ iPad 3 และ iPad 2 มีความคล้ายกันมากๆๆ โคตรคล้ายเลยครับ ยังกับว่า iPad 3 กับ iPad2 เป็นตัวเดียวกันเลยครับ

แล้ว iPad 3 มัน ต่าง จาก iPad 2 อย่างไรละครับ นั้นละปัญหาที่ผมสงสัย 
จากข้อมูลที่หาได้พบว่า iPad 3 ภาพจะคมชัดกว่า iPad2 ครับ (บางคนก็บอกว่าiPad2 ภาพก็ชัดพอแล้ว) สาเหตุที่iPad 3 ภาพชัดกว่าiPad2 ก็เพราะว่า iPad 3 ได้ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Retina Display

เจ้าRetina Display นี้ละครับที่ผมให้จอภาพของ iPad 3 ชัดเจน โดดเด่น น่าจับจองกว่า iPad 2 
และเจ้า Retina Display นี้ละครับเป็นจุดแข็งของ iPad 3 
 จุดเด่นที่ข้อขอ iPad 3 คือ ชิป Apple A5X ซึ่งเป็นชิพเซ็ทแบบ Dual-core Processor ที่ใช้ได้ดีกับระบบ Retina Displayที่iPad 2 ไม่มีครับ 

 วันนี้ขอพูดเรื่อง Retina Displayและ ชิป Apple A5X ของ iPad 3 เพียงเท่านี้ก่อนครับ ใครสนใจเพิ่มเดิมก็ลองๆหาในเน็ตดูนะครับ  



Popular Posts

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

 
Copyright © 2011 toncub | High CTR Blogspot Themes designed by Ali Munandar | Powered by Blogger.Com.
My Zimbio