ขับเคลื่อนโดย Blogger.

หน้าที่งานยุทธศาสตร์

บทบาทหน้าที่ของงานยุทธศาสตร์และสารสนเทศ

1.ให้ข้อมูลและข้อเสนอในการกำหนดยุทธศาสตร์
2.ประสานและจำทำแผนยุทธศาสตร์ของโรงพยาบาลและคปสอ.
3.ศึกษา วิเคราะห์และพัฒนาข้อมูล  Individual record  (43 แฟ้ม)  ให้สมบรูณ์และสอดคล้องกับการนำไปใช้ประโยชน์
4.ศึกษา วิเคราะห์และวางระบบการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่าง โรงพยาบาล กับ รพ.สต.
5.วางแผนด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำสถิติเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการปฎิบัติงานและกำหนดนโยบาย
6.วิเคราะห์ วางแผนควบคุม กำหนดแนวทาง กำกับ ดูแลให้สามารถนำฐานข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์ร่วมกันทังระดับโรงพยาบาลและระดับจังหวัด

7.วางระบบการจัดเก็บฐานข้อมูล และข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ  

Aged Society

การป้องกันโรคสำหรับผู้สูงอายุ (preventive Geriatrics)

ภาพประกอบจากพี่เอก

1.การป้องกันระดับปฐมภูมิ

     การคงระยะเวลาที่มีสุขภาวะทางกาย/ทางจิต/ทางสังคม/จิตวิญญาณ ให้ยาวนานที่สุด โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่ยังไม่เป็นโรคดังนี้
-หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง
-ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 
- มีส่วนร่วมกิจกรรมสังคม
-มีสุขภาพจิตที่ดี ไม่เครียด
-หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเฉพาะโรคที่สำคัญ
-โภชนาการที่เหมาะสม
-ฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อที่สำคัญ

2.การป้องกันโรคในระดับทุติยภูมิ 

    คือการป้องกันไม่ให้โรคที่เป็นแล้วลุกลาม

3.การป้องกันโรคในระดับตติยภูมิ 

   คือการป้องกันความพิการ ภาวะทุพพลภาพระยะยาว

ยาparacetamolต้องรู้

Paracetamol  เป็นยาสามัญประจำบ้าน ไม่ต้องจ่ายยาโดยเภสัชกร บรรเทาปวด ลดไข้ มีอาการไม่พึงประสงค์ต่ำ 

พิษต่อตับของ Paracetamol  
   อาการไม่พึงประสงค์ คือการเกิดความเป็นพิษต่อตับ เกิดได้ตั้งแต่มีความผิดปกติของผลทางห้องปฏิบัติการจนถึงภาวะตับวายอย่างเฉียบพลัน นำไปสู่การเสียชีวิตได้ เกิดจากการรับประทานยาในขนาดที่มากกว่า 4 กรัมต่อวัน

กลไกและปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดความเป็นพิษต่อตับของ Paracetamol 
    การเป็นพิษต่อตับเกิดจาก toxic metaboliteขนาดยาในการรับประทานคือ 650-1,000 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง และไม่เกิน 4 กรัมต่อวัน ไม่ควรใช้ติดต่อเกิน 5 วัน มาตรการรลดความเสี่ยง ขนาดยา paracetamol ที่ใช้แต่ละครั้งไม่ให้เกิน 650 มิลลิกรัม ขนาดยาสูงสุดต่อวันคือ 2,600 มิลลิกรัม 

สาเหตุของการเกิดความเป็นพิษต่อตับจากการใช้ paracetamol
      USFDAกล่าวถึงสาเหตุของการเกิดความเป็นพิษต่อตับขั้นรุนแรงในผู้ป่วยที่รับประทานยา paracetamol ดังนี้
           1 ) การรับประทานยา paracetamol ในขนาดมากกว่าขนาดที่แนะนำ  

ป               2  ) ปัจจัยที่ทำให้เกิดความไวต่อการเป็นพิษต่อตับเฉพาะบุคคล ทั้งนี้อาจเนื่องจากผู้ป่วยเหล่านี้มีการกำจัดสารพิษ (toxic metabolite) ออกจากร่างกายได้ช้า หรือเกิดจากการที่ผู้ป่วยมีการสร้างสารพิษเหล่านี้ได้มากกว่าปกติ

                 3 ) ระยะเวลาของการเกิดความเป็นพิษต่อตับทำนายได้ไม่แน่นอน เนื่องจากระยะเวลาของอาการแสดงความเป็นพิษต่อตับอาจใช้เวลาหลายวัน รวมถึงอาการแสดงบ่งชี้ไม่แน่นอน ผู้ป่วยอาจมีอาการคล้ายกับการเป็นไข้ (flu-like symptoms) ซึ่งหากผู้ป่วยเกิดอาการดังกล่าวแต่ไม่ทราบสาเหตุก็อาจมีการรับประทานยา paracetamol ต่อไปได้

               4 ) รูปแบบและขนาดยา paracetamol มีความหลากหลาย เช่น อยู่ในรูปยาสูตรผสมกับยาอื่นเพื่อบรรเทาอาการหวัด ซึ่งผู้ป่วยอาจมีหลายสภาวะร่วมกันในช่วงเวลาที่จะใช้ยา และทำให้เกิดการใช้ paracetamol ในผลิตภัณฑ์ยาที่หลากหลายในเวลาเดียวกันอย่างไม่ตั้งใจ และทำให้เกิดความเป็นพิษต่อตับจากยาได้

               5 )  ผู้บริโภคไม่ทราบว่าการใช้ paracetamol เกินขนาดจะเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การเกิดความเป็นพิษต่อตับเนื่องparacetamol หาซื้อได้ง่าย และเข้าใจว่ามีความปลอดภัยสูงในการใช้ ไม่ได้มีคำเตือนถึงอาการไม่พึงประสงค์ชัดเจน


·        ุ6 )  ยาน้ำ paracetamol สำหรับเด็กมีหลายความเข้มข้น ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย

·        7 )   การเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา การดื่มแอลกอฮอล์ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน

 มาตรการในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดความเป็นพิษต่อตับจาก paracetamol
      มาตรการการลดความเสี่ยงต่อการเกิดความเป็นพิษต่อตับจากที่นอกเหนือจากการปรับลดขนาดยาได้แก่ การเพิ่มคำเตือนเรื่องการหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ลงบนฉลากผลิตภัณฑ์ยา และคำเตือนให้หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของ paracetamol อื่นๆ

สิ่งที่ผู้บริโภคควรทราบก่อนการใช้ยา paracetamol

                Paracetamol ควรใช้เมื่อมีความจำเป็น และอ่านฉลากอย่างเคร่งครัดทุกครั้งที่จะมีการใช้ยา เพื่อป้องกันการใช้ยาซ้ำซ้อน ไม่รับประทานยาติดต่อกันนานมากกว่า 5 วัน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดพิษต่อตับมากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ระหว่างที่มีการใช้ยา ผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคตับ ผู้ที่มีการดื่มแอลกอฮอล์อย่างสม่ำเสมอ หรือมีการใช้ยาอื่นๆ ร่วมด้วย ควรทำการปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนที่จะมีการใช้ยานี้

สาธารณสุขมูลฐาน

งานสาธารณสุขมูลฐาน  ในปัจจุบันอาจไม่ได้รับการกล่าวถึงมากเท่าที่ควร ทั้งที่จริงแล้วงานนโยบายต่างๆนาๆก็ล้วนคล้ายคลึงหรือจะเรียกว่าดึงมาจากงานสาธารณสุขมูลฐานทั้งสิ้น

งานสาธารณสุขมูลฐานคืออะไร

   การสาธารณสุขมูลฐาน (Primary health care) คือ การดูแลสุขภาพที่จำเป็นตั้งอยู่บนพื้นฐานของการปฏิบัติ โดยใช้เทคโนโลยี่ที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ และเป็นที่ยอมรับทั่วไปในสังคม เพื่อเป็นหลักการทั่วไปใช้ในการดูแลสุขภาพส่วนบุคคล ครอบครัว และคนในชุมชน โดยผ่านการยอมรับของชุมชนและมีค่าใช้จ่ายในระดับที่ชุมชนยอมรับได้ ในทุกๆขั้นตอนของการพัฒนาต้องมีการยอมรับฟังความคิดเห็นของคนในกลุ่มหรืออาจกล่าวสั้นๆว่า  สาธารณสุขมูลฐานคือ การดูแลสุขภาพ ในระบบสาธารณสุข รูปแบบหนึ่งที่มุ่งเน้น การจัดการทรัพยากรทางสุขภาพโดยใช้เงื่อนไขของชุมชนเป็นสำคัญ

ประวัติความเป็นมางานสาธารณสุขมูลฐาน

เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2524 - พ.ศ. 2525 องค์การอนามัยโลกได้เสนอความคิดขึ้นมาว่า หากจะให้ประชากรทุกคนในโลกหรือประชากรในประเทศมีสุขภาพอนามัยที่ดีขึ้นแล้ว งานสาธารณสุขจะต้องได้รับการส่งเสริม ให้ชาวบ้านได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ซึ่งในขณะนั้นก็ได้มีประเทศต่าง ๆ ได้เริ่มดำเนินการทำนองนี้แล้ว รวมทั้งประเทศไทยด้วย พร้อมกันนั้นประเทศสมาชิกขององค์การอนามัยโลกได้มีมติให้ถือว่า ปี ค.ศ. 2000 หรือ พ.ศ. 2543 เป็นเป้าหมายที่ประชากรทุกคนของประเทศสมาชิกจะมีสุขภาพอนามัยดีอย่างทั่วถึง ซึ่งประเทศสมาชิกทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทย ได้ยอมรับเป้าหมายดำเนินงาน เมื่อเดือนกันยายน 2521 ได้มีการประชุมเรื่องการสาธารณสุขมูลฐานขึ้นที่เมืองอัลมาอตาประเทศรัสเซีย ที่ประชุมยอมรับหลักการว่า สาธารณสุขมูลฐาน เป็นกลวิธีที่เหมาะสมที่จะทำให้ประชากรทุกคนมีสุขภาพอนามัยดีอย่างทั่วถึงได้

องค์ประกอบของงานสาธารณสุขมูลฐานของประเทศไทย                                                 

องค์ประกอบของงานสาธารณสุขมูลฐานของประเทศไทยนั้น มีความสอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประชาชนโดยเป็นองค์ประกอบที่มีความเชื่อมโยงกับงานบริการสาธารณสุขพื้นฐาน (Basic Health Service) ซึ่งรัฐบาลได้เป็นผู้จัดให้แก่ประชาชน

องค์ประกอบของงานสาธารณสุขมูลฐานดังกล่าวประกอบด้วยการบริการแบบผสมผสาน 4 ด้าน คือ

    1.การป้องกันโรค
    2.การส่งเสริมสุขภาพอนามัย
    3.การรักษาพยาบาล
    4.การฟื้นฟูสภาพ

ซึ่งสามารถแยกออกเป็นงานที่ประชาชนสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองออกเป็น งานต่าง ๆ ซึ่งเรียกว่า องค์ประกอบของงานสาธารณสุขมูลฐาน จำนวน 14 องค์ประกอบคือ

1. งานโภชนาการ อสม. มีหน้าที่กระตุ้นเตือนให้ประชาชนได้ตระหนักถึงปัญหาโภชนาการที่เกิดขึ้น เช่น โรคขาดสารอาหารในเด็ก 0-5 ชวบ หรือเด็กแรกเกิดมีน้ำหนักต่ำเป็นต้น โดยร่วมมือกับกรรมการหมู่บ้าน ผู้นำ กลุ่มแม่บ้าน ในการค้นหา สำรวจสภาวะอนามัยเด็ก ชั่งน้ำหนักเด็ก 0-5 ขวบ ทุกคนเป็นประจำ เมื่อพบเด็กคนใดที่ขาดสารอาหารก็ดำเนินการให้อาหารเสริมโดยเร็ว ให้ความรู้แก่แม่ในการให้อาหารแก่ทารก ตลอดจนส่งเสริมการปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เพื่อนำมาเป็นอาหาร

2. งานสุขศึกษา
ให้สุขศึกษาในเรื่องต่าง ๆ เช่น ปัญหาสาธารณสุขของท้องถิ่น การร่วมกันแก้ไขปัญหา เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคและการส่งเสริมสุขภาพอนามัยให้แก่ ประชาชนในหมู่บ้านหรือชุมชน

3. การรักษาพยาบาล
อสม. ให้การรักษาพยาบาลที่จำเป็นเบื้องต้นแก่ชาวบ้าน ชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงความสามารถของ อสม. ในการรักษาพยาบาล และชี้แจงให้ทราบถึงสถานบริการของรัฐ ตลอดจนส่งต่อผู้ป่วยถ้าเกินความสามารถของ อสม.

4. การจัดหายาที่จำเป็น ดำเนินการจัดตั้งกองทุนยาและเวชภัณฑ์ประจำหมู่บ้าน หรือจัดหายาที่จำเป็นไว้ให้บริการในศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชน (ศสมช.) และดำเนินการให้ประชาชนสามารถซื้อยาที่จำเป็นเหล่านี้จากกองทุน หรือ ศสมช. ได้สะดวก รวดเร็ว และมีราคาถูก

5. การสุขภิบาลและจัดหาน้ำสะอาด อสม. ชี้แจงให้ประชาชน กรรมการหมู่บ้าน ทราบถึงความสำคัญของการจัดหาน้ำสะอาดไว้ดื่ม การสร้างส้วม การกำจัดขยะมูลฝอย และการจัดบ้านเรือนให้สะอาด เป็นต้น

6. อนามัยแม่และเด็กและการวางแผนครอบครัว อสม. ชี้แจงและจูงใจให้ประชาชนทราบถึงความสำคัญของการวางแผนครอบครัว ความจำเป็นของการดูแลก่อนคลอด (การฝากครรภ์) และการดูแลหลังคลอด นัดหมายมารดามารับบริการและความรู้ในการปฏิบัติตน การกินอาหาร ชั่งน้ำหนัก และวัดความดันโลหิต นัดเด็กมารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดต่อ

7. งานควบคุมป้องกันโรคติดต่อในท้องถิ่น อสม. ชี้แจงให้ประชาชนทราบว่าในหมู่บ้านมีโรคอะไรที่เป็นปัญหา เช่น โรคอุจาระร่วง โรคพยาธิ ไข้เลือดออก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการป้องกันและรักษา รวมทั้งการร่วมมือกันในการดำเนินการควบคุมและป้องกันมิให้เกิดโรคระบาดขึ้น ได้

8. การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค อสม. ชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงความสำคัญของการให้วัคซีนป้องกันโรคติดต่อ และนัดหมายเจ้าหน้าที่ออกไปให้บริการแก่ประชาชนตามจุดนัดพบต่าง ๆ

9. การส่งเสริมสุขภาพฟัน อสม. ชี้แจงและให้ความรู้กับประชาชนถึงการดูแลฟัน การรักษาสุขภาพช่องปากและฟัน นัดหมายประชาชนให้มารับบริการในสถานบริการหรือเมื่อมีหน่วยทันตกรรมเคลื่อน ที่เข้ามาในชุมชน

10. การส่งเสริมสุขภาพจิต อสม. ชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงการส่งเสริมสุขภาพจิต การค้นหาผู้ป่วยในระดับชุมชน เพื่อจะได้รับการแนะนำ การรักษาที่ถูกต้อง

11. อนามัยสิ่งแวดล้อม
อสม. ร่วมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับงานอนามัยสิ่งแวดล้อมกับประชาชน ประชาชนทุกคนเฝ้าระวังมิให้มีการกระทำที่ก่อให้เกิดมลภาวะ องค์กรชุมชนร่วมกันวางแผนแก้ปัญหาของชุมชนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ส่งเสริมและให้ความรู้เรื่องสารเคมีในการเกษตร แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการกับผู้กระทำผิด

12. คุ้มครองผู้บริโภค อสม. ร่วมกับประชาชนสอดส่องดูแลพฤติกรรมของร้านค้า รถขายยาเร่ ฯลฯ หากพบเห็นผู้กระทำผิดกฎหมายก็แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการ อสม.ร่วมกันให้ความรู้แก่เพื่อนบ้านในการเลือกซื้อสินค้า เช่น อาหาร เครื่องปรุงรส ขนม เครื่องสำอางที่มีมาตรฐานตามเกณฑ์ อย. มาใช้ ตลอดจนอาจจัดตั้งกลุ่ม ชมรม เพื่อร่วมมือประสานงานกันดูแลประชาชนในพื้นที่

13. การป้องกันควบคุมอุบัติเหตุ อุบัติภัย และโรคไม่ติดต่อ
อสม. ร่วมกันค้นหาผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิต มะเร็ง พร้อมทั้งจัดทำทะเบียนรายชื่อผู้ป่วยเพื่อรับการรักษาหรือส่งต่อ วิธีการปฏิบัติตนให้พ้นจากการเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อต่าง ๆ ให้ความรู้แก่ประชาชนถึงแนวทางการป้องกันและควบคุมอุบัติเหตุ อุบัติภัย ตลอดจนสร้างเสริมความมีน้ำใจและเอื้ออาทรต่อผู้พิการในชุมชนและร่วมกัน ฟื้นฟูสภาพผู้พิการ

14. เอดส์ อสม. ให้ความรู้กับประชาชนให้ทราบถึงความสำคัญ และความจำเป็นในการควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ ร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้ ความเข้าใจ ทัศนคติ และการปฏิบัติที่ถูกต้องในการป้องกันและควบคุมโรคเอดส์ ตลอดจนมีความสามารถในการดูแลผู้ป่วยเอดส์ ให้สามารถอาศัยอยู่ในชุมชนได้โดยชุมชนยอมรับ และไม่แพร่กระจายโรคเอดส์สู่คนในชุมชน

องค์ประกอบของงานสาธารณสุขมูลฐานทั้ง 14 องค์ประกอบนี้ ไม่จำเป็นต้องเริ่มทีเดียวพร้อมกันหมดทุกอย่าง อาจจะเริ่มในเรื่องที่ประชาชนคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นจริง ๆ ของชุมชนของตนเองก่อน แล้วภายหลังต่อมาก็ขยายต่อไปได้อีก และถ้าหากชุมชนใดไม่มีปัญหาในบางเรื่องเหล่านี้ องค์ประกอบที่ดำเนินการก็อาจลดลงได้ตามสภาพของความเป็นจริงของชุมชนนั้น

เรียนสาสุข มสธ อย่างไรให้จบเร็ว

   นับเวลาหลายปีแล้วที่เจ้าหน้าที่สาสุขต่างพยายามศึกษาต่อเพื่อให้ได้คำว่า ปริญญา......ในก่อนหน้านี้ก็ไปเรียนราชภัฎ เอกสุขศึกษา หรือลาเรียนต่อสาธารณสุขศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยปิด นั่นก็เป็นความพยายามของพี่น้องชาวสาสุขเราที่พยายามผักดันตนเอง ในปัจจุบันนี้สถาบันการศึกษาต่างๆ ก็เปิดหลักสูตรต่อเนื่องเรียนในภาคเสาร์ - อาทิตย์ มหาวิทยาลัยปิดอีกหลายแห่งรวมทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฎ ซึ่งก็ทำให้ชาวอนามัยของเราจบปริญญากันมากขึ้น ซึ่งขณะนี้หมออนามัยรุ่นก่อนๆ น่าจะจบปริญญาตรี เกือบถึง 100% แล้ว

ที่ ผมจะกล่าวถึงคือหลักสูตร สาธารณสุขศาสตร์ ของมสธ. ซึ่งผมคิดว่าหมออนามัยเราเกือบจะทุกคนได้เรียน สาสุขของ มสธ. แต่ส่วนจะจบนั้นคิดว่าไม่ถึงครึ่งที่เรียน เพราะเหตุผลต่างๆ เช่น ไม่มีเวลา ภาระครอบครัว ข้อสอบยาก จึงทำให้หมออนามัยส่วนใหญ่ทุกวันนี้ได้หันมาเรียนต่อเนื่อง เสาร์-อาทิตย์ มหาวิทยาลัยปิดกันมากขึ้น ซึ่งต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากพอสมควร

หลักสูตรของ มสธ. สาธารณสุขศาสตร์ต่อเนื่องมี 3 เอก
1.บริหารสาธารณสุข เรียน 14 ชุดวิชา
2.สาธารณสุขศาสตร์ เรียน 15 ชุดวิชา
3.อาชีวอนามัยและความปลอดภัย เรียน 13 ชุดวิชา
ทั้ง 3 หลักสูตร สามารถปรับเป็นนักวิชาการสาธารณสุขได้หมด

การลงเรียนที่ดี ควรลงเรียนตั้งแต่เมื่อเข้าเรียน ปี 1 ของ วสส.
ใช้ วุฒิ ม.6 สมัคร เรียนมสธ.ซึ่งเปิดรับสมัครภาคต้น ช่วง 1 ก.พ. - 20 มิย. ของทุกปี ท่านเลือกสมัครในสาขาวิชาวิทยาการจัดการ เอกรัฐประศาสนศาสตร์ 4 ปี เนื่องจากท่านยังไม่สามารถสมัครหลักสูตรสาสุขต่อเนื่องได้ เพราะเรายังไม่มีคุณสมบัติ แต่เราสามารถลงเรียนชุดวิชาของสาสุขได้

หลักสูตร สาธารณสุขชุมชน ท่านสามารถเลือกลงได้ทั้ง 3 เอก
ส่วน ทันตาภิบาล, เทคนิคเภสัชกรรม หรืออื่น น่าจะลง เอก อาชีวอนามัยและความปลอดภัย เพราะเรียน 13 ชุด จะได้จบเร็ว ถ้าลงบริหารสาธารณสุขหรือสาธารณสุขศาสตร์ ต้องเรียน 4 ปี 23 - 24 ชุดวิชา ซึ่งนานเกินไปจะทำให้ท่านท้อแล้วอาจเปลี่ยนใจกลับไปเรียนต่อเนื่องที่ มหาวิทยาลัยปิดเมื่อจบ วสส.แล้วเพราะน้องสาสุขส่วนใหญ่เลือกเส้นทางนี้
1.ในการลงทุกเทอมควรลงให้ครบ 3 ชุด และลงในภาคพิเศษอีก 1 ชุด
2.เมื่อ จบ วสส. ประมาณ มีค.- เมย. ท่านยื่นเรื่องไปยัง มสธ.ปรับวุฒิ การศึกษาจากม.6 เป็น อนุปริญญา พร้อมทำเรืองย้ายสาขาจาก รัฐประศาสศาสตร์ 4 ปี เป็นสาขาสาสุขที่เราเลือกลง 3 เอกนั้น และท่านจึงจะสามารถลงประสบการณ์วิชาชีพ 3 เอกนั้นได้
ข้อสำคัญ เมื่อจบ วสส.หลายคนอาจเปลี่ยนใจไปเรียนมหาวิทยาลัยปิดในช่วงนี้เพราะ เหตุผลเพราะเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน เพื่อนร่วมงานกำลังเรียน แต่ถ้าเราได้ ของ มสธ.หลายชุดเราคงเลือก มสธ.

3. วิชาเลือกเสรี 1 ชุด อาจเลือกวิชาที่ง่ายๆ หรือ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป เผื่อไว้โอน ถ้าจะลงนิติศาสตร์ต่อ หรือบางคนคิดว่าตนเองเรียนกฎหมายไม่ไหว ถ้าหากชอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็ลงวิชาในแขนงสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศธุรกิจ 2 ปี เผื่อไว้โอนได้เหมือนกัน

4.ท่านจะจบอย่างเร็วที่สุดเดือน ต.ค. ในปีที่ท่าน จบ วสส.มา เห็นไหมครับวว่าจบเร็ว แต่นั่นท่านต้องวางแผนให้ดี และจัดแผนการลงเรียนให้ดี

เห็นไหมครับท่านจบเร็ว ใช้เงินน้อย บางทีต่อไปท่านอาจมีเงินเหลือพอที่จะเรียนต่อโท สาสุข,เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือสาขาอื่นที่ท่านสนใจ ,พยาบาลต่อเนื่อง,เภสัชศาสตร์ ม.อุบลหรือไว้สอบสอบแพทย์นเรศวรก็ได้ เป็นความคิดเห็นที่แนะนำเล็กๆน้อยตามประสบการณ์ที่เคย เจอมาแล้วนำมาบอก

การ ลงทะเบียนให้ครบทั้ง 3 ชุด หากใครมีความจำเป็นต้องใช้เงินก็ลง 1 ชุดไปก่อน แล้วค่อยลงเพิ่มอีก 2 ชุด (ลงเพิ่มชุดวิชาเทอมแรก ไม่เกิน 16 ก.ค. ส่วนเทอมสอง ไม่เกิน 29 ธ.ค.)

ข้อสำคัญต้องอ่านหนังสือทำความเข้าอย่างน้อย 1 รอบ นะครับ ถึงจะสอบผ่าน

เอก สาธารณสุขศาสตร์ 15 ชุดวิชา

ภาค 1/2552
10111ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร หรือ 10161 ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร สอบ เสาร์เช้า
50101วิทยาศาสตร์พื้นฐาน สอบ อาทิตย์บ่าย
40101 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป สอบ อาทิตย์เช้า (เลือกเสรี)
ภาค2 /2552
52203อนามัยสิ่งแวดล้อม สอบ อาทิตย์เช้า
52305อาชีวอนามัยและความปลอดภัย สอบ อาทิตย์บ่าย
52204กฎหมายเกี่ยวกับสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และนิติเวชศาสตร์ สอบ เสาร์เช้า
ภาคพิเศษ/2552
53404การบริหารระบบข้อมูลข่าวสารสาธารณสุข สอบ เสาร์ 11.45 - 14.15
ภาค 1/2553
50301การรักษาพยาบาลเบื้องต้น สอบ อาทิตย์บ่าย
52302วิทยาการระบาดและการควบคุมโรค สอบ เสาร์บ่าย
52303สุขศึกษาและการประชาสัมพันธ์งานสาธารณสุข สอบ เสาร์เช้า
ภาค2 /2553
52401การวางแผนงานสาธารณสุข สอบ เสาร์เช้า
10151ไทยศึกษา สอบ อาทิตย์บ่าย
50103สถิติและการวิจัยสำหรับวิทยาศาสตร์สุขภาพ สอบ เสาร์บ่าย
ภาค 1/2554
52402ประสบการณ์วิชาชีพสาธารณสุข สอบ อาทิตย์บ่าย
52306การทำงานชุมชนด้านสาธารณสุข สอบ เสาร์บ่าย

เอก บริหารสาธารณสุข 14 ชุดวิชา

ภาค 1/2552
10151ไทยศึกษา สอบ อาทิตย์บ่าย
53304การบริหารองค์การและทรัพยากรสาธารณสุข สอบ เสาร์เช้า
53405หลักเศรษฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข สอบ อาทิตย์เช้า
ภาค2 /2552
52401การวางแผนงานสาธารณสุข สอบ เสาร์ เช้า
53202การสาธารณสุขทั่วไป สอบ อาทิตย์บ่าย
53303การจัดการสาธารณภัย สอบ อาทิตย์เช้า
ภาคพิเศษ/2552
53404การบริหารระบบข้อมูลข่าวสารสาธารณสุข สอบ เสาร์ 11.45 - 14.15
ภาค 1/2553
52302วิทยาการระบาดและการควบคุมโรค สอบ เสาร์บ่าย
52204กฎหมายเกี่ยวกับสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และนิติเวชศาสตร์ สอบ อาทิตย์เช้า
57301การบริหารงานคุ้มครองผู้บริโภคทางสาธารณสุข สอบ เสาร์เช้า
ภาค2 /2553
53305การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในงานสาธารณสุข สอบ อาทิตย์บ่าย
50103สถิติและการวิจัยสำหรับวิทยาศาสตร์สุขภาพ สอบ เสาร์บ่าย
41405 กฎหมายสิ่งแวดล้อม (เลือกเสรี) สอบ เสาร์เช้า
ภาค 1/2554
53406ประสบการณ์วิชาชีพบริหารสาธารณสุข สอบ อาทิตย์บ่าย


เอก อาชีวอนามัยและความปลอดภัย 13 ชุดวิชา

ภาค 1/2552
10151ไทยศึกษา สอบ อาทิตย์บ่าย
54102การบริหารงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สอบ เสาร์บ่าย
54101วิศวกรรมพื้นฐานสำหรับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สอบ เสาร์เช้า
ภาค2 /2552
54106พิษวิทยาและอาชีวเวชศาสตร์ สอบ เสาร์เช้า
54112ระบบสุขภาพและวิทยาการระบาดด้านงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สอบ อาทิตย์เช้า
50103สถิติและการวิจัยสำหรับวิทยาศาสตร์สุขภาพ สอบ เสาร์บ่าย
ภาค 1/2553
54109การยศาสตร์ สอบ อาทิตย์บ่าย
54115กฎหมายและมาตรฐานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สอบ เสาร์เช้า
54113สุขศาสตร์อุตสาหกรรม: การประเมิน สอบ อาทิตย์เช้า

ภาค2 /2553
54114สุขศาสตร์อุตสาหกรรม: การควบคุม สอบ เสาร์บ่าย
54116เทคโนโลยีความปลอดภัย สอบ อาทิตย์เช้า
41405 กฎหมายสิ่งแวดล้อม (เลือกเสรี) สอบ เสาร์เช้า
ภาค 1/2554
54111ประสบการณ์วิชาชีพอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สอบ อาทิตย์เช้า

ขอขอบคุณเนื้อหาจากเวบ www.mohanamai.com

Popular Posts

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

 
Copyright © 2011 toncub | High CTR Blogspot Themes designed by Ali Munandar | Powered by Blogger.Com.
My Zimbio