ขับเคลื่อนโดย Blogger.
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ระบาดวิทยา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ระบาดวิทยา แสดงบทความทั้งหมด

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรค

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการเกิดโรคมี 3 ประการ ซึ่งได้แก่
1.    สิ่งที่ทำให้เกิดโรค (Agent)
2.    มนุษย์ (Human Host)
3.    สิ่งแวดล้อม (Environment)

1.2.1  ปฏิกิริยาต่อกันของสิ่งที่ทำให้เกิดโรค มนุษย์ และสิ่งแวดล้อม

1.                     ปฏิกิริยาต่อกันระหว่าง Agent กับ Environment
-       อยู่ในระยะก่อนเกิดโรค (Prepathogenesis)
-       คนยังไม่มีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องกับ Agent โดยตรง

ตัวอย่าง  การมีเชื้ออหิวาตกโรคอยู่ในน้ำ การระเหยกลายเป็นไอของสารพิษปะปนอยู่ในอากาศ การฟุ้งกระจายของละอองน้ำลายที่มีเชื้อวัณโรคปะปนอยู่

2.    ปฏิกิริยาต่อกันระหว่าง Host  กับ Environment
-       อยู่ในระยะก่อนเกิดโรค (Prepathogenesis) หรือระยะเกิดโรค(Pathogenesis)    ก็ได้
-       เป็นระยะที่ Host มีความสัมพันธ์กับ Environment โดยไม่มี Agent เข้ามาเกี่ยวข้อง
ตัวอย่าง  เช่น ความรู้สึกร้อน หนาว เมื่ออาศัยอยู่ในสภาพสิ่งแวดล้อมที่มีภูมิอากาศแตกต่างกัน บางคนร่างกายอ่อนแอก็เกิดความเจ็บป่วยได้ เป็นต้น
3.    ปฏิกิริยาต่อกันระหว่าง Agent กับ Host
-       อยู่ในระยะก่อนเกิดโรค (Prepathogenesis) หรือระยะเกิดโรค (Pathogenesis)    ก็ได้
-       เป็นระยะที่ Host รับเอา Agent เข้าสู่ร่างกายแล้วก่อให้เกิดพยาธิสภาพขึ้น ซึ่งอาจเป็นในระยะก่อนเกิดอาการ (Pre-Clinical Stage) หรือในระยะที่เกิดอาการแล้ว (Clinical Stage)   ก็ได้
ตัวอย่าง  เช่น มีการเปลี่ยนแปลงของระบบไหลเวียนโลหิต ภายหลังจากที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด (Septicemia) การมีเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น หรือมีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อชนิดนั้น ๆ

4.    ปฏิกิริยาต่อกันของ Agent, Host และ Environment ในระบบนิเวศน์วิทยา
-       Dr John Gordon เสนอแนวความคิดว่า ปฏิกิริยาระหว่าง Agent, Host และ Environment เปรียบได้กับคาน น้ำหนัก และจุดหมุน (Fulcrum) ดังต่อไปนี้

4.1  ปัจจัยทั้ง 3 ตัว อยู่กันอย่าง สมดุล โดย Agent มีน้ำหนักถ่วงดุลกับ Host และมี Environment เป็นจุดหมุนอยู่ตรงกลาง
ภาวะสมดุลของปัจจัยทั้ง 3 นี้ ในแง่ของปัจเจกบุคคล (Individual) หมายถึงภาวะที่เชื้อโรคและมนุษย์อยู่ร่วมกันภายใต้สิ่งแวดล้อมหนึ่งอย่างเป็นปกติ ไม่มีโรคเกิดขึ้นในบุคคลนั้น
ในแง่ของการเกิดโรคในชุมชน (Community) หมายถึง ประชาชนที่อยู่ในชุมชนมี
สุขภาพอนามัยที่ดี ไม่มีการระบาดหรือการแพร่กระจายของโรค สุขภาพอนามัยของชุมชน หมายถึงภาวะทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมด้วย

1.2     ปัจจัยทั้ง 3 ตัว อยู่กันอย่าง ไม่สมดุล ผลก็คือ มีโรคเกิดขึ้น ซึ่งเป็นได้หลายรูปแบบคือ

ก.      Agent มีการเปลี่ยนแปลงไป ในทางที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น หรือการมี Agent ชนิดใหม่เกิดขึ้น หรือ Agent ชนิดเก่า เกิดการผ่าเหล่า (Mutation) ทำให้เชื้อมีความรุนแรงมา

ข.      Host มีการเปลี่ยนแปลงไป ในทางที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคมากขึ้น ได้แก่ การมีเด็กเล็ก ๆ อยู่เป็นจำนวนมากในชุมชน จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ มากกว่ากลุ่มอายุอื่น หรือการที่มีคนสูงอายุเพิ่มมากขึ้น ซึ่งคนเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง มะเร็ง เบาหวาน

ค.     Environment มีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจเกิดได้ใน 2 กรณี คือ
กรณีที่ 1  สิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนให้ Agent มีการเพิ่มมากขึ้น ผลก็คือมี Host ป่วยมากขึ้น
ตัวอย่าง-  อากาศแห้งแล้งในฤดูร้อน กับการระบาดของโรคอุจจาระร่วงจากเชื้ออหิวาตกโรค
-  ฝนตกชุกในฤดูฝน กับการระบาดของโรคไข้เลือดออก
-  สภาพสังคมสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนรูปแบบไปจากเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรม มีโรงงานต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดมลพิษและของเสียที่ปล่อยจากโรงงาน
สู่บรรยากาศ

กรณีที่ 2  สิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนให้มี Susceptible Host เพิ่มมากขึ้น ผลก็คือมีการป่วยเป็นโรคมากขึ้น เช่น การเกิดอุทกภัย วาตภัย ทำให้ประชาชนขาดอาหาร ที่อยู่อาศัย และอื่น ๆ ที่จำเป็นในการดำรงชีพ
  ตัวอย่าง
-   ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากสงคราม หรือภัยธรรมชาติต่าง ๆ ทำให้เสียสมดุลของสิ่งแวดล้อม มนุษย์ขาดปัจจัย 4 และสภาพร่างกายมีความอ่อนแอเพิ่มขึ้น จึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ
-   ความเจริญทางเศรษฐกิจของเมืองหลวง เช่นกรุงเทพมหานคร ทำให้ประชากรจากภาคต่าง ๆ หลั่งไหลกันเข้ามาประกอบอาชีพ จึงเป็นที่มาของการเกิดโรค
ต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น โรคที่เกิดจากการประกอบอาชีพ อุบัติเหตุ โรคจิตประสาท เป็นต้น

ระบาดวิทยากับความเป็นไปเป็นมา


หน่วยย่อยที่  1.1 ความเป็นมา ความหมายและขอบเขตของวิทยาการระบาด

                                           

                                         1.1.1  ความเป็นมาของวิทยาการระบาด

ในสมัยก่อนที่ยังไม่มีการค้นพบเชื้อโรค มีนักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ และแพทย์หลายท่านได้พยายามศึกษาวิธีการในการป้องกันหรือรักษาโรคต่าง ๆ  ที่เป็นปัญหาสำคัญในขณะนั้น ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นโรคติดเชื้อต่าง ๆ การศึกษาในขณะนั้นใช้วิธีสังเกต (Observational) เป็นสำคัญ เช่น เปรียบเทียบลักษณะต่าง ๆ ของผู้เจ็บป่วยและไม่เจ็บป่วย สถานที่ที่เกิดโรคต่าง ๆ และสถานที่ที่ปลอดจากโรค ทั้งในด้านความสูง ลมฟ้าอากาศ อุณหภูมิ ฯลฯ และเริ่มการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการเจ็บป่วยและการตายตามอายุและสาเหตุต่าง ๆ ด้วยวิธีการเหล่านี้ ทำให้โรคต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาในขณะนั้นหลายโรค เช่น อหิวาตกโรคในกรุงลอนดอน ไข้รากสาด การติดเชื้อหลังคลอด สภาวะเจ็บป่วยจากการขาดวิตามินซีในกลาสีเรือ ได้รับการควบคุมและป้องกันให้ดีขึ้น

การศึกษาทางวิทยาการระบาดในสมัยต้น ๆเป็นการศึกษาเกี่ยวกับโรคระบาด (Epidemic Disease) และโรคติดต่อ (Communicable Disease) เกือบทั้งหมด แต่ในศตวรรษที่ผ่านมาโรคที่เป็นปัญหาของประชาชนเริ่มเปลี่ยนไปเป็นโรคไม่ติดต่อ (Non-Communicable Disease) หรือโรคไม่ติดเชื้อ หรือที่เรียกว่าโรคไร้เชื้อ (Non-Infectious Disease) โรคเรื้อรัง (Chronic Disease) และโรคที่เกิดจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม (Environmental and Occupational Disease) เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นโรคที่อาจยืนยันการวินิจฉัยโรคได้ยากลำบาก หรือมีระยะอาการแสดงช้า แต่นักวิทยาการระบาดได้พัฒนารูปแบบของการเฝ้าระวัง และการศึกษาทางวิทยาการระบาดให้ครอบคลุมรูปแบบโรคที่เปลี่ยนไป เพื่อให้ได้ข้อมูลในการนำไปป้องกันและควบคุมโรคต่อไป

 

1.1.2  ความหมายและขอบเขตของวิทยาการระบาด

วิทยาการระบาด หรือ ระบาดวิทยา มาจากศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Epidemiology ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก ดังนี้
EPI                       =  on, upon                   =  บน
DEMOS               =  people, population   =  ประชาชน
LOGOS or LOGY        =  knowledge, study, doctrine, discourse, science
=  ความรู้
รวมกันแล้วแปลความหมาย Epidemiology ตามรากศัพท์ได้ว่า ศาสตร์หรือวิทยาการที่ว่าด้วยปัจจัยต่าง ๆ ในประชากร ซึ่งเป็นความหมายที่กว้างขวางมาก ดังนั้นจึงได้มีคำจำกัดความของวิทยาการระบาด ต่าง ๆ ไว้ดังนี้

American Epidemiological Society:
Epidemiology is the science which concerns itself with natural history of disease as it is expressed in group of persons related by some common factors of age, sex, race, location or occupation as distinct from the development of disease in an individual
วิทยาการระบาดเป็นวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติของการเกิดโรค ซึ่งจะชี้ให้เห็นถึงลักษณะการเกิดโรคในกลุ่มชนที่มีลักษณะบางประการร่วมกัน เช่น อายุ เพศ เชื้อชาติ สถานที่อยู่ หรืออาชีพ แต่จะไม่ใช่การศึกษาธรรมชาติของการเกิดโรคในแต่ละบุคคล

Center for Disease Control, U.S. Public Health Service:
Epidemiology is the study of the patterns of disease and the factors that cause disease in man
วิทยาการระบาดเป็นการศึกษารูปแบบของการเกิดโรคและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคในมนุษย์

Macmahon and Pugh:
Epidemiology is the study of distribution and determinants of disease prevalence (or frequency) in man
วิทยาการระบาด เป็นการศึกษาถึงการกระจายและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคในมนุษย์

Last:
Epidemiology is the study of the distribution and determinants of health-related states or events in specified populations, and the application of this study to control of health problems
วิทยาการระบาดเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการกระจายหรือตัวกำหนดของภาวะสุขภาพในมนุษย์

Popular Posts

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

 
Copyright © 2011 toncub | High CTR Blogspot Themes designed by Ali Munandar | Powered by Blogger.Com.
My Zimbio