ขับเคลื่อนโดย Blogger.
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปัญหาสาธารณสุข แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปัญหาสาธารณสุข แสดงบทความทั้งหมด

กินยาพร่ำเพรื่อ ปัญหาสาธารณสุขยุค2012

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เมื่อรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดศีรษะคล้ายจะเป็นไข้ สิ่งที่คุณทำคือเดินไปหยิบยาแก้ปวดหัวที่มักจะมีติดบ้านอยู่เสมออย่าง “พาราเซตามอล” สองเม็ด โยนเข้าปาก แล้วดื่มน้ำตาม หรือเมื่อปวดท้อง เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ ไอ จาม เป็นหวัด คุณก็จะหยิบยาแก้โรคนั้นๆ กินเอง แล้วก็บอกตัวเองว่า คุณเป็นคนที่ดูแลร่างกายดี ไม่ปล่อยปละละเลยอาการใดๆ เมื่อผิดปกติก็หายากินแล้วละก็ คุณกำลังคิดผิดมหันต์ หนำซ้ำสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่นั้น อาจก่อผลร้ายอย่างยิ่งต่อชีวิตคุณในระยะยาว
      
       ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ “ไมเคิล แจ็กสัน” King of Pop ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นกันว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะใช้ยามากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะยาแก้ปวดที่มีข้อมูลว่า ไมเคิลใช้ถึง 3 ชนิดด้วยกัน เช่นเดียวกับบรรดานักร้องหรือไฮโซเมืองไทยที่มีรายงานว่ามีไม่น้อยที่ติดยาประเภทที่ซื้อได้ถูกกฎหมาย อย่างยาแก้ปวดหรือยาคลายเครียดบางตัว เป็นต้น

       ผศ.ดร.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม (วจภส.) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ภาพสาเหตุของการกินยาพร่ำเพรื่อของคนไทยว่า แบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ หนึ่ง - กินเพราะติดยาชนิดนั้น ซึ่งลักษณะอาการติดจะคล้ายกับผู้ติดยาเสพติด การติดชนิดนี้จะเกิดในกรณีการกินยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท และ สอง - กินเพราะติดที่จะกินยานั้นๆ เป็นนิสัย โดยเกิดขึ้นในกรณีการกินยาที่ไม่มีส่วนผสมของยาเสพติด แต่กินเป็นเวลานานๆ จนกลายเป็นการเสพติดในเชิงพฤติกรรม
      
       “เคยมีโอกาสทำวิจัยกับทาง อย. และสหรัฐอเมริกา มีข้อมูลน่าสนใจมากอย่างหนึ่ง คือ ในบ้านเรามีการใช้ยานอนหลับและคลายประสาทที่ชื่อว่า ดอมิคุ่มและโซแลมสูงมาก โดยเฉพาะโซแลม มีการใช้ปีละเป็นล้านเม็ด สูงที่สุดที่เคยมีคือ 3 ล้านเม็ดต่อปี ใช้กันทั้งในรูปแบบของยากินและยาฉีด คือนำเม็ดมาบดละลายน้ำแล้วกรองฉีด แม้จะเป็นยาควบคุม แต่ก็มีคนมาบอกเหมือนกันว่ามีการซื้อขายกันอยู่ โดยเฉพาะตามคลินิกเอกชน คนที่ติดยาเสพติดจะรู้ว่าเมื่อขาดยาเสพติดแล้วเขาจะหายาประเภทโซแลมซึ่งหาซื้อง่ายกว่าได้ที่ไหนบ้าง กฎหมายบ้านเราเปิดช่องสารพัดให้แก่คลินิกเอกชน”
      
       ผศ.ดร.ภญ.นิยดาให้ข้อมูลต่อไปว่า นอกจากยาชนิดที่กล่าวมาแล้ว ยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่คนไทยนิยมใช้ไม่แพ้กันก็คือ “ยาแก้ไอ” ที่มีส่วนผสมของ “โคเดอีน” ซึ่งถูกวัยรุ่นนำมาผสมแอลกอฮอล์ภายใต้ชื่อที่รู้จักกันดีในแวดวงผู้ติดว่า “สี่คูณร้อย”
      
       แต่ที่น่าห่วงไม่แพ้กันก็คือ พฤติกรรมการใช้ยาแบบพร่ำเพรื่อฟุ่มเฟือย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการบันทึกข้อมูลสถิติตัวเลขการใช้ยาแบบชัดเจน แต่เท่าที่เก็บข้อมูลแบบคร่าวๆ พบข้อมูลในเชิงปริมาณว่าในประเทศไทย คนไทยนิยมซื้อยามาก ไม่ว่าจะเป็นพาราเซตามอลที่ออกฤทธิ์แก้ปวด ลดไข้ รวมไปถึงยาปฏิชีวนะ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างยิ่ง
      
       “คนไทยเรามีนิสัยกินยาแบบฟุ่มเฟือย และมองว่ายาเป็นของดี มีประโยชน์ ซึ่งจริงๆ มันก็มีประโยชน์ในกรณีที่ป่วย แต่ส่วนใหญ่จะไม่มองข้อเสีย ไม่มองโทษว่ามันมีผลข้างเคียงอย่างไร เพราะอย่างน้อยที่สุด แม้แต่ยาแก้ปวดที่ใช้กับสามัญประจำบ้านอย่างพาราฯ ก็ยังมีผลเสียต่อตับและไตหากกินไปนานๆ

       ยิ่งยาปฏิชีวะก็เป็นอีกตัวที่คนไทยใช้ฟุ่มเฟือย แค่รู้สึกเจ็บคอนิดหน่อย หรือปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อเล็กน้อยก็กินกันแล้ว แทนที่จะดูที่ต้นเหตุว่าแท้จริงแล้วอาการเจ็บคอนั้นมาจากเชื้อไวรัสหวัดจริงๆ หรือเกิดจากการพักผ่อนน้อย ซึ่งหากเกิดจากประการหลังไม่จำเป็นต้องกินยา แค่พักผ่อนมากๆ อาการก็จะหายได้เอง นอกจากนี้เมื่อกินพาราฯ เข้าไป มันจะเข้าไปกดอาการปวด ทำให้เราละเลยสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงนั้นอันตราย ก็จะทำให้เสียโอกาสการรักษาที่ทันท่วงทีไป”

       ผศ.ดร.ภญ.นิยดาให้แนะนำสิ่งที่ดีที่สุดของการใช้ยาว่า การใช้ยาที่ปลอดภัยที่สุดคือ ใช้ต่อเมื่อจำเป็นจริงๆ โดยต้องหาสาเหตุการเจ็บป่วยไม่สบายที่เกิดขึ้นเสียก่อนว่าเกิดจากสาเหตุใดกันแน่ ไม่ใช่ว่าหากรู้สึกปวดก็กินพาราเซตามอล และหากป่วยจริงๆ และต้องกินยา สิ่งที่ต้องใส่ใจที่สุดเกี่ยวกับยา คือฉลากบ่งวิธีใช้ ต้องอ่านให้ละเอียด สรรพคุณ การออกฤทธิ์ ขนาด สัดส่วนในการใช้ ข้อปฏิบัติในการใช้ ข้อห้าม รวมถึงข้อควรระวังของยาตัวนั้นๆ
      
       “ในส่วนของฉลาก คนไทยใช้ยาตามความเคยชิน อย่างพาราฯ ปกติกินสองเม็ด ซึ่งเท่ากับพันมิลลิกรัม ถ้าบางคนน้ำหนักน้อยก็ถือว่าพันมิลลิกรัมนี้มากไป ต้องอ่านฉลากให้ละเอียดว่ามันออกฤทธิ์อย่างไร สรรพคุณอะไร แก้อะไรดูให้ชัดเจน ต้องกินขนาดไหนจึงจะพอดี รวมถึงข้อห้าม ข้อควรระวัง ข้อเสีย อย่างพาราฯ วันหนึ่งไม่ควรกินเกินแปดเม็ด ข้อควรระวังของยาชนิดนั้นๆ เป็นเรื่องที่สำคัญและต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และมันจะทำให้เรารู้ด้วยว่า ยานั้นๆ มันมีข้อเสียด้วย ไม่ได้มีข้อดีอย่างเดียว ซึ่งจะทำให้เกิดความระมัดระวังมากขึ้น ”
      
       ผศ.ดร.ภญ.นิยดายังแสดงความเป็นห่วงถึงสถานการณ์การใช้ยาของคนไทยในขณะนี้ว่า ก่อนหน้านี้คนไทยนิยมยาแก้ปวดพาราเซตามอล แต่ตอนนี้ความนิยมเปลี่ยนไปสู่ยาประเภทไดโคฟิแนค หรือบูเฟ่น ที่ออกฤทธิ์ต้านอักเสบ แก้ปวดบวม อักเสบ แก้ปวดข้อ ซึ่งมีผลข้างเคียงมาก มีโอกาสตีกับยาชนิดอื่นๆ สูง และส่งผลให้เลือดไม่แข็งตัว ซึ่งลักษณะนี้เหมือนกับแอสไพริน หากใช้ในผู้ป่วยโรคเลือดเช่นไข้เลือดออก จะมีผลข้างเคียงที่อันตรายได้

       นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีปัญหาในประเด็นของการยกเลิกยาที่ควรเลิกใช้ มียาหลายตัวที่ต่างประเทศประกาศยกเลิกใช้แล้ว แต่ประเทศไทยยังคงใช้อยู่ เช่น ยาไดเซนโต้ที่เป็นยาแก้ท้องเสียหลายประเทศก็เลิกใช้แล้ว แต่บ้านเราใช้อยู่ ในขณะที่การจดทะเบียนยาใหม่ๆ ก็ทำกันได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ก็คือยาแก้ปวดประเภทพาราเซตามอลที่มีตั้ง 200 ยี่ห้อ
      
       สำหรับผู้ที่ใช้ยาพร่ำเพรื่อจนติดนั้น ในกรณีผู้ที่ติดประเภทออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทอาจจะยุ่งยากสักหน่อย เพราะยาประเภทนี้จะเข้าไปเปลี่ยนเคมีในสมอง หากเลิกแบบหักดิบจะมีอาการที่เรียกว่าถอนยา เหมือนคนติดยาลงแดง จะมีอาการปวดไมเกรนรุนแรง นอนไม่หลับรุนแรง ท้องเสีย ปวดกระดูก ปวดเมื่อยเนื้อตัว

       ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือพบแพทย์หรือหรือเภสัชกรเพื่อขอคำแนะนำ เช่นเดียวกับผู้ที่ติดยาสเตียรอยด์ก็เลิกเองปุบปับไม่ได้ เพราะอันตรายต่อร่างกาย ต้องพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเช่นกัน ส่วนผู้ที่ติดยาถูกกฎหมายที่ซื้อขายกันได้ตามปกติ จำพวกยาปวดหัว ยาคลายเครียดบางประเภท พวกนี้ผลข้างเคียงเมื่อเลิกจะไม่เท่าประเภทแรก แต่ก็มีเหมือนกันที่ปวดเมื่อย ปวดกระดูก รู้สึกไม่สบายตัว





ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ

พิตบูลกัดชาวนา:ปัญหาสาธารณสุขหรือเปล่าครับ

  ความคืบหน้ากรณีสุนัขพันธุ์พิตบูล 4 ตัว รุมกัดทำร้าย นายสมนึก ต้นดี อายุ 55 ปี ชาวนา อ.สามโคก จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา จนเป็นเหตุทำให้ นายสมนึก ต้องถูกตัดแขนด้านขวา เพราะมีอาการแผลติดเชื้อ มีกระแสข่าวว่า เสี่ยป๋อง ได้เสนอเงินค่าเสียหายให้เป็นจำนวนเงิน 1 แสนบาท นายสมนึก เปิดเผยว่า ตัวเองไม่ได้ดูถูกเงินแสน ปกติครอบครัวมีรายได้หลักจากการทำนา แต่การต้องสูญเสียแขนข้างหนึ่งไป อาชีพทำนาก็ต้องสิ้นสุดลงไป การแสดงความรับผิดชอบแบบนี้ของคนรวย ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ทำให้ตัวเองไม่ต้องการเงินค่าเสียหายจำนวนนี้

 จากคนปกติที่ต้องกลายเป็นคนเจ็บ คนพิการ นักวิชาการสาธารณสุขก็ต้องแก้ปัญหานี้ด้วนครับ ต้องเยียวยา ต้องรักษาทั้งสภาพจิตใจ รักษากาย รักษาแผลให้กับผู้บาดเจ็บ 

 สำหรับใครที่เลี้ยงหมา ไม่ว่าพันธุ์อะไรก็ขอให้ดูแลให้ดีนะครับ หมาไม่ผิดหรอกครับ คนเลี้ยงครับที่ผิด ส่วนใครที่มีเพื่อนหมาที่เลี้ยงหมาใหญ่ก็อย่าชะล่าใจ อย่าไว้ใจ ให้ระมัดระวังด้วยครับ 

การจัดลำดับความสำคัญของปัญหาสาธารณสุข

 "วันนี้ไปอ่านเจอบทความของคุณ ONZONDE ได้เขียนถึงวิธีการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาสาธารณสุข ซึ่งเป็นขั้นที่สำคัญมากนะครับในการจัดทำแผนงานโครงการผมเลยเอามาไว้ที่บล็อกเผื่อมวันไหนจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญของปัญหาสาธารณสุขจะได้มาอ่านบ้างครับ"

การจัดลำดับความสำคัญขององค์การอนามัยโลก ใช้ 4 องค์ประกอบ สำหรับพิจารณา
  1. เทคโนโลยี ในการแก้ปัญหา : ได้แก่ มีวิธีการที่ได้ผลในการลดปัญหา, บุคคล และเงินพร้อมที่จะนำไปใช้หรือไม่, ผู้ปฏิบัติทั่วไปใช้เป็นเพียงใด, แก้ปัญหาได้หลายด้านหรือไม่
  2. ขนาดของปัญหา : ได้แก่ ความชุกของการป่วยตาย, ความรุนแรงของโรค, การแพร่กระจาย, การขาดแคลนผู้บริการ
  3. ความยอมรับของสังคม : ได้แก่ ความสำคัญต่อพื้นที่ และการยอมรับของชุมชน, ผลกระทบต่อกลุ่มคน, ปัญหาของกลุ่มและพื้นที่
  4. ความ เป็นไปได้ในการสนับสนุน และความสนใจของหัวหน้า : ได้แก่ ความสอดคล้องกับแผน นโยบายของประเทศ และพื้นที่, ความเป็นไปได้ในการสนับสนุน

กำหนดปัญหาที่ต้องแก้ไข
กิจกรรม งานที่ต้องดำเนินการ ผลลัพธ์ที่ต้องการ
1. การทบทวนข้อมูล - รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหา จากรายงาน หรือการสำรวจที่มี
- อาจบกพร่อง หรือไม่มีในระบบ
- จำแนกข้อมูลในแบบฟอร์มตารางข้อมูล ตามหัวข้อตัวชี้วัดด้านสุขภาพบริการ อุปสรรค โดยใส่ข้อมูลพื้นฐาน และคาดการณ์ระดับของข้อมูล ถ้าไม่จัดทำโครงการแก้ปัญหา
- พิจารณาข้อมูลที่ทีมคิดว่าจำเป็นเพิ่มเติม (ถ้ามี)
- ตารางข้อมูลปัญหา (แบบฟอร์ม ว.1)
- รายการข้อมูลที่จำเป็นเพิ่มเติม (ถ้ามี)

2. การวิเคราะห์ปัญหา ผู้อยู่กับปัญหา และจดรายงานเอง ต้องวิเคราะห์ใช้เอง จึงจะรู้ข้อบกพร่อง และสิ่งขาด - วิเคราะห์สาเหตุ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย และทางอ้อมให้ครอบคลุม และตามสภาพในแต่ละพื้นที่
เขียนแผนภูมิปัญหาตาราง
- เลือกตัวชี้วัดที่จำเป็นและสำคัญ นอกเหนือจากที่ผ่านมา (จากสาเหตุที่สำคัญในแผนภูมิปัญหา) นำมาเพิ่มเติมลงในตารางข้อมูลปัญหา และตัดตัวชี้วัดบางตัวที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป)
- แผนภูมิปัญหา (ผังโยงปัญหา)
- ตารางข้อมูลปัญหาที่มีการปรับตัว
- ข้อมูลเพิ่มเติม (ถ้าทีมพิจารณาว่าจำเป็น) ซึ่งอาจุเป็นข้อมูลภาคสนาม / ข้อมูลที่มีอยู่แต่ยังไม่ได้เก็บรวบรวม / ข้อมูลที่ไม่มีในระบบมาก่อน

3. รูปแบบการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม / เพิ่มเติม คิดระบบ และเรื่องที่จะหาเพิ่ม - พิจารณาแหล่งข้อมูล ทั้งที่มีอยู่เดิม และจะเก็บเพิ่มเติม
- ออกแบบเครื่องมือ เช่น แบบสำรวจ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ รวมทั้ง ออกแบบตารางนำเสนอข้อมูลนั้นๆ (Dummy Table)
- ตารางแหล่งข้อมูล (แบบฟอร์ม ว.2)
- เครื่องมือเก็บข้อมูล
- ตารางนำเสนอข้อมูล (Dummy Table) ถ้ามี

4. การเก็บข้อมูลเพิ่มเติม (ถ้าจำเป็น) - ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม
- ลงผลข้อมูลในตารางข้อมูลให้ครบถ้วน
- ตารางข้อมูลที่มีข้อมูลครบถ้วน

5. การกำหนดปัญหา และขอบเขตของปัญหา ทบทวนจากที่ทำไว้ในกิจกรรม 2 - ปรับแผนภูมิปัญหาให้สมบูรณ์ โดยพิจารณาจากตารางข้อมูลที่สมบูรณ์
- เขียนสรุปปัญหาให้ชัดเจน ในเชิงพรรณนา และเชิงปริมาณ (ให้คำจำกัดความ และบรรยาย)
- ตารางข้อมูลปัญหาขั้นสุดท้าย
- แผนภูมิปัญหาขั้นสุดท้าย
- สรุปปัญหา สาเหตุ และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง

6. การแจกแจงแนวคิด และกลวิธีแก้ปัญหา - ทบทวนแผนภูมปัญหา เลือกตัวแปรที่เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหา โดยพิจารณาตัวแปรที่มีความเป็นไปได้ ในการแก้ปัญหา
- รวบรวมแนวคิด กลวิธีการแก้ปัญหา ว่าจะทำอะไร เพื่อแก้ปัญหา แล้วนำมาเรียงลำดับกลวิธี โดยใช้หลักการดังนี้
  • เป็นวิธีลดปัญหาที่เกิดขึ้นได้
  • ตอบสนองต่อนโยบาย
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน
  • เป็นกลวิธีที่สามารถดำเนินการได้ ในเวลที่กำหนด และงบประมาณที่มีอยู่
  • เป็นแนวทางใหม่ที่ต่างจากทางปฏิบัติเป็นประจำ
- แนวคิดกลวิธีการแก้ปัญหา

7. การกำหนดวัตถุประสงค์ และเป้าหมาย - ทบทวนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับปัญหา
- เลือกตัวชี้วัดปัญหาที่เหมาะสม กำหนดระดับปัญหาที่สอดคล้องกับนโยบาย และข้อมูล และวางแผนระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง หรือเป็นระยะ (phase)
- พิจารณากลวิธี หรือการให้บริการเร่งด่วน ที่มีประสิทธิผล เพื่อกำหนดเป้าหมายของการให้บริการ และการลดอุปสรรคต่างๆ
- ตารางวัตถุประสงค์ และเป้าหมาย (แบบฟอร์ม ว.3)

8. การกำหนดแนวทาง / กิจกรรมการแก้ปัญหา - ออกแบบและอธิบายการแก้ปัญหาอย่างย่อๆ - แนวทาง / กิจกรรม การแก้ปัญหาอย่างย่อๆ

9. การวางแผนดำเนินงาน - กำหนดรายละเอียด สิ่งบ่งชี้ว่า กิจกรรมนั้นได้ดำเนินการไปแล้ว ผู้รับผิดชอบ และผู้ที่ต้องดำเนินการ เพื่อประโยชน์ในการควบคุมกำกับงานของทีม - ตารางวางแผนดำเนินงาน (แบบฟอร์ม ว.4)

10. การวางแผนประเมินผล - คัดเลือกตัวชี้วัดที่มีความเหมาะสมกับการประเมินผล การดำเนินงานแก้ปัญหา
- ให้ความหมายตัวชี้วัด
- กำหนดเวลา และวิธีการประเมินผล
- ตารางวางแผนประเมินผล (แบบฟอร์ม ว.5)

11. การเตรียมโครงการแก้ปัญหา - จัดทำโครงการแก้ปัญหาตามรูปแบบ การเขียนโครงการโดยเขียนสรุปจากหัวข้อต่างๆ เป็นแผนระยะ 1, 3, 5 ปี หรือจนกว่าจะหมดปัญหานั้น
- โครงการต้องมีหลักกการ เหตุผล (Why) วัตถุประสงค์เป้าหมาย ข้อชี้วัด (What for) กลวิธี (How) การดำเนินงาน (What) ที่ไหน (Where) ระยะเวลาเป็นระยะ (When) ใครรับผิดชอบ (Who) สิ่งสนับสนุนจากใคร (Whom) (งบประมาณ-คน-เทคนิค) ชื่อผู้เขียนโครงการ (ทีม) ชื่อผู้เห็นชอบโครงการ


12. การนำเสนอโครงร่างเพื่อขออนุมัติร่าง - นำเสนอโครงการแก้ปัญหา ต่อผู้บังคับบัญชา ชี้แจงให้เห็นประโยชน์ - การตัดสินใจของผู้บังคับบัญชา อนุมัติโครงการ หรือปรับปรุงใหม่


กรณีที่ 1 ถ้าเป็นโครงการรีบด่วยที่ต้องทำในปีนั้น และมีงบประมาณกลาง ที่จะเฉลี่ยมาให้ได้ ก็ดำเนินงานไปตามแผนได้เลย
กรณีที่ 2 ถ้าเป็นโครงการแก้ปัญหาที่ยาก หรือต้องใชเวลาหลายปีจึงสำเร็จ จะต้องทำแผนโครงการระยะยาว 3 ปี 5 ปี เสนอหัวหน้าหน่วยงาน บรรจุในคำของบประมาณประจำปี ส่งส่วนหลางภายใน มีนาคม-มิถุนายน ของทุกปี และจะทราบผลการได้งบประมาณ เมื่อตุลาคมของ 1 ปีต่อมา (เช่น ขอ พ.ศ.2540 จะทราบผล ตุลาคม 2541 สำหรับการทำงาน ต.ค.2541-ก.ย.2542)
บุคลากรที่ เป็น (หรือจะเป็น) หัวหน้า ต้องทำงานอย่างมีการวางแผนล่วงหน้า และคิดโครงการใหม่ๆ ตามปัญหาที่แก้ไขยังไม่สำเร็จ ซึ่งด้านสาธารณสุข การแก้ปัญหาในแต่ละเรื่อง ต้องใช้เวลาเรื่องละ 10-20 ปี ทั้งสิ้น จึงไม่ล้าสมัยแต่อย่างใด ถ้าจะต้องรอ 2 ปีแรก แต่ถ้าปีต่อไปทำโครงการไว้ต่อเนื่อง ก็จะได้งบฯ มาทุกปี

ขั้นตอนที่ 3 การดำเนินงานตามแผน

วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาทักษะของทีมในด้านการควบคุม กำกับงาน และพัฒนาการทำงานเป็นทีม ในการแก้ปัญหาต่างๆ โดยทีมจะต้องมีการพบปะกันเป็นระยะๆ และบันทึกปัญหาที่เกิดขึ้น และวิธีการแก้ไข
หัว หน้า หรือผู้รับผิดชอบงาน ต้องเรียนรู้หลักการบริหาร จัดการ การประเมินผล และปรับแผนบริหาร คน-เวลา-เงิน ซึ่งเป็นศาสตร์ และศิลป์ที่ต้องประยุกต์ตำราออกมาใช้ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์

การบริหารจัดการโครงการ

  1. ตั้งหัวหน้าโครงการขึ้นรับผิดชอบ และมีทีมงานชัดเจนตามตำแหน่ง ถึงจะมีการย้ายคนใดไป คนมาแทนก็ทำต่อตามหน้าที่
  2. การ บริหารแบบรัฐกิจ คือ POSDCORB (Plan แผน, Organize จัดองค์กร, Staff จัดคน, Direct สั่งการ, Coordinate ประสานงาน, Report รายงาน, Budget งบประมาณ) เป็นการทำงานไปตามระเบียบแบบแผน ที่วางไว้ว่าดีแล้ว ทำไปตามนี้ก็จะได้ผลเอง ซึ่งไม่คล่องตัว
  3. จัดการแบบธุรกิจ (7 P คือ Plan วางแผน, Product ผลที่ได้, Place พื้นที่, Price ราคา, Probe วิจัยตลาด, Purchaser ผู้ซื้อ ประชาชน, Promote ส่งเสริมการขาย) เป็นการทำงานโดยวัดที่ผลผลิต หรือผลปรับเปลี่ยนไปตามสถานที่, ราคา และความต้องการของประชาชน
  4. ติดตาม ควบคุม การทำงานตามกิจกรรม (ของแบบฟอร์ม4) ให้เป็นไปตามเวลาที่วางไว้ในแผน
  5. รวบรวมผลตามแบบฟอร์ม 2 วิเคราะห์ตามแบบฟอร์ม และตามหัวข้อในแบบฟอร์ม 4 ทุกเดือน
  6. ทบทวนกิจกรรม ที่ทำจริงตามแผน ว่ามีเรื่องอื่นในผังโยงปัญหา ว่าจะต้องเปลี่ยน (เพิ่ม-ลด) อย่างไร
ผู้ รับผิดชอบโครงการต้องดำเนินงานไปตามแผนที่กำหนดไว้ ติดตาม ควบคุมการทำงานให้ได้ผล หากมีอุปสรรคข้อขัดข้อง ผู้จัดการโครงการจะต้องใช้ความเป็นผู้นำ ลดอุปสรรคให้งานดำเนินต่อไปได้
การจะทราบว่า มีอุปสรรคข้อขัดข้องหรือไม่เพียงใด ก็ต้องมีการประเมินผลเป็นระยะ ด้วยเทคนิคที่เป็นมาตรฐาน เช่น PERT, CIPP, CPM

ขั้นตอนที่ 4 การประชุมประเมินผล เพื่อพัฒนาโครงการ

วัตถุประสงค์ เพื่อทบทวนงานที่ทำไปช่วงเวลาหนึ่ง (ทุก 4-6 เดือน) ว่าได้ผลตามที่คาดหวังไว้ในแผนเพียงใด ใช้จ่ายไปเท่าใด และทันเวลาหรือไม่ เวลาเป็นสิ่งที่หมดไป ย้อนกลับ หรือเรียกกลับมาไม่ได้ ซึ่งสำคัญกว่าเงินและคน
วิธีประชุม การประชุมแบบ tripartite review 3 ้เส้า ระหว่างผู้จัดการโครงการ - หัวหน้าหน่วยงาน - เจ้าหน้าที่การเงิน และแผนงาน ตาม 6 กิจกรรมนั้น จะได้แนวทางปรับปรุงงานที่ไม่สำเร็จ ให้ทำได้จากประสบการณ์ที่ทำไป และเพื่อเปลี่ยนกลวิธีกิจกรรม ถ้างานสำเร็จไประดับแรกแล้ว เพื่อให้ไปสู่หารขจัดปัญหาอย่างถาวร จะต้องทำทั้งเพื่อแก้อุปสรรคให้ลุล่วง และทำเพื่อพัฒนาโครงการ ผู้จัดการโครงการทุกโครงการ ต้องทำต่อเนื่องทั้ง 3 ขั้นตอน (ขั้นตอน 2-4) เป็นวงจรประจำปี อย่าทำแผน / โครงการครั้งเดียว แล้วทำตลอดไป จะเป็นโครงการที่ทำซ้ำซาก ในแนวเดิมๆ ที่เคยชิน ซึ่งจะเป็นผลให้ไม่สามารถขจัดปัญหาให้หมดสิ้นไปได้
วิธีให้คะแนน
ใน กลุ่มผู้ปฏิบัติ และผู้มีประสบการณ์ร่วมกัน พิจารณาแต่ละปัญหา นำสถิติมาวิเคราะห์ทางระบาดวิทยา ให้คะแนนองค์ประกอบละ 0-4 คะแนน ตามความสำคัญน้อยหรือมาก นำคะแนนแต่ละองค์ประกอบบวกกัน หาปัญหาข้อที่คะแนนสูงสุดลดหลั่นกัน เช่น ปัญหานั้นมีเทคโนโลยีพร้อม มีผู้ป่วยมาก สังคมตระหนัก มีนโยบายชัด จะได้องค์ประกอบละ 4 คะแนน รวมกันได้ 16 คะแนน แสดงว่ามีความสำคัญของปัญหาสูงสุด เป็นอันดับหนึ่ง

กิจกรรม งานที่ต้องดำเนินการ ผลลัพธ์ที่ต้องการ
1. การบรรยายสรุปความเป็นมาของโครงการ แก้ปัญหา โดยผู้จัดการโครงการ - สรุปเกี่ยวกับปัญหา กลวิธี และกิจกรรมหลัก
- เสนอสิ่งที่ทีมงานคิดว่า ดำเนินการประสบผลสำเร็จมากที่สุด
- การบรรยายสรุปปัญหา และความสำเร็จของทีม

2. การประเมินผลการแก้ปัญหา - นำเสนอผลการดำเนินงาน โดยเปรียบเทียบผลสำเร็จ ที่ทำได้ของกิจกรรมกับแผนที่กำหนดไว้เดิม หรือมีกิจกรรมบางอย่าง ที่ต้องเพิ่มขึ้นจากแผนเดิม เพื่อให้งานบรรลุเป้าหมาย - ตารางการประเมินผลการดำเนินงานโครงการ (แบบฟอร์ม ป.1)

3. การประเมินผลสัมฤทธิ์ด้านบริการ และการแก้ไขอุปสรรคต่างๆ - นำเสนอการประเมินผลของทีม ในส่วนของตัวชี้วัด ด้านบริการ และด้านอุปสรรค โดยเปรียบเทียบผลงาน กับข้อมูลพื้นฐาน และเป้าหมาย - ตารางการประเมินผลสัมฤทธิ์ด้านบริการ และการแก้ไขอุปสรรคต่างๆ (แบบฟอร์ม ป.3)

4. การประเมินประสิทธิผลของโครงการด้านสุขภาพประชาชน - นำเสนอประเมินผลของทีมในส่วนตัวชี้วัด ด้านสุขภาพ - ตารางประเมินประสิทธิผลของโครงการ (แบบฟอร์ม ป.3)

5. การประเมินการปฏิบัติงานของทีม - วิเคราะห์ประสบการณ์การดำเนินงานที่ผ่านมา โดยเน้น
  • วิธีการติดต่อสื่อสาร และประสานงานของทีม รวมทั้งปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น
  • วิธีที่ทีมขอการสนับสนุนจากหน่วยงาน และชุมชน
  • ความสำเร็จในการร่วมมือทำงานเป็นทีม
- การทำงานร่วมกันได้

6. การวางแผนดำเนินงานในปีต่อไป - นำแผนดำเนินงาน มาพิจารณาว่า จะดำเนินการต่อไปอย่างไร จะต้องปรับกลวิธีอย่างไร ให้บรรลุเป้าหมายระยะแรก หรือ 2 ปรับแผนเดิม ถ้ายังไม่สำเร็จต้องปรับเปลี่ยนกิจกรรมไปเรื่อยๆ ไม่ทำซ้ำซาก นานเกินไป - แผนดำเนินงาน / โครงการ ปีต่อไปที่มีการพัฒนายกระดับขึ้นด้วย กลวิธี / กิจกรรมใหม่


สรุปวงจรการจัดการโครงการประจำปี และพัฒนาโครงการ

วงจรของการจัดทำ และจัดการโครงการ ประเมินผล และพัฒนาโครงการ

  1. ทีมสถิติข้อมูล สารสนเทศ-วิเคราะห์ / นักวิชาการเฉพาะสาขา - นักวางแผนประเมินผล จัดทำโครงการริเริ่มใหม่ หรือหาแนวทางกลวิธีใหม่
  2. ผู้บริหารตัดสินใจเลือก และสนับสนุนทางการบริการจัดการ
  3. ผู้ จัดการโครงการดำเนินงานตามแผน ให้บรรลุวัตถุประสงค์ (ติดตาม กำกับ กิจกรรม, ขั้นตอน, เวลา โดยใช้ Gantt's chart - ผังกำกับกิจกรรม
  4. นักประเมินผล ตามข้อชี้วัด และระบบข้อมูลการบริหารด้วยวิธี PERT
    • (Program Evaluation Review Technique) ประชุม 3 เส้า, ทบทวนงาน
    • วัด สิ่งนำเข้า Input, กระบวนการ Process ผลงาน Output, ผลลัพธ์ Outcome, ผลกระทบ Impact ตามระดับการบริหาร ที่พื้นที่ถึงระดับประเทศ (IPOOI)
  5. ผู้ จัดการ ปรับแผน ลดอุปสรรค หรือวิเคราะห์สถานการณ์ใหม่ (Tripartite Review, Reprogram หรือปรับปรุงกลวิธีใหม่ พัฒนาโครงการให้มีระดับสูงขึ้น จาก awareness, change, Launch Growth, Consolidate, Mature ถ่ายทอดงาน integrate) เข้าระบบปกติเพื่อสิ้นสุดโครงการ (Terminate) เมื่อหมดปัญหา หรือประชาชนปฏิบัติดูแลตนเองได้แล้ว
  6. เปลี่ยนการจัดการเป็นการเฝ้าระวัง (surveillance) แทน

การ พัฒนามีความสำคัญมาก ในเชิงประสิทธิภาพของงาน เพื่อให้โครงการ จากระยะเริ่มขึ้นใหม่ เพิ่มความเข้มแข็ง ขยายผลความครอบคลุม เกิดความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น และประชาชน งานนั้นจึงจะดำเนินงานต่อไปได้ยั่งยืน หากโครงการยังต้องทำโดยคนกลุ่มเดียว หางบประมาณจากแหล่งเดียวตลอดไป โครงการ หรืองานนั้นจะขยายผลไม่ได้ และจะไม่ยั่งยืน เมื่อผู้รับผิดชอบโครงการทำซ้ำอย่างเดิมนานๆ จะเฉื่อย และขาดผู้สนใจ งานนั้นจะทรุดลงทันทีที่สิ่งสนับสนุนลดลง
ขั้นตอนการ พัฒนาโครงการมี 6 ระดับ จะต้องประเมินข้อชี้วัดระดับการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับปรุงกลวิธี ให้ยกระดับของโครงการขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งใช้เวลาแต่ละระดับมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของงาน เทคโนโลยี และความรับรู้ของประชาชน เช่น โครงการวางแผนครอบครัว ใช้เวลา 25 ปี จึงบรรลุวัตถุประสงค์ การมีอัตราเกิดทดแทน โครงการควบคุม และกำจัดคุดทะราด ใช้เวลา 15 ปี ในการกวาดล้างโรคให้หมดไป
การ พัฒนาโครงการ เปรียบเสมือนการก่อสร้างบ้าน หรือการเรียน ซึ่งจะต้องวางรากฐาน และก่อขึ้นไป จนถึงหลังคา หรือการเริ่มเรียน จาก ป.1 ต้องสอบผ่าย ทดสอบแล้วว่า สำเร็จชั้นต้น จะต้องเลื่อนชั้นเรียน สิ่งใหม่ สร้างสิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง จนกว่าจจะสำเร็จชั้นสูงสุด
ผู้ที่ก่อสร้างค้างไว้ หรือเรียนอย่างเดิม ไม่เลื่อนขั้น ย่อมเสียทั้ง ทรัพยากร และเวลา

ระดับของการพัฒนาโครงการ (Stage of Program Development)

Stage 1 Awareness ประชาชน หรือผู้รับผิดชอบงาน มีความสนใจ และเริ่มตระหนัก เห็นปัญหา create awareness กระตุ้นผู้บริหารให้เริ่มเปลี่ยนแปลง (change) ในระยะเวลา 1-10 ปี
Stage 2 Emergent ระยะการรู้ และตระหนักถึงปัญหา เตรียมโครกงารแก้ไข ใช้เวลา 1-3 ปี
Stage 3 Launch ระยะเริ่มโครงการ ทดสอบรูปแบบขนาดย่อม โดยทีมวิจัย ใช้เวลา 2-5 ปี ได้รูปแบบ กลวิธี
Stage 4 Growth ทีมวิจัยสาธิตกลวิธี และสนับสนุนทรัพยากร เพื่อขยายผลโครงการให้ผู้ปฏิบัติงานประจำ เพิ่มขยายความครอบคลุม ใช้เวลา 5-10 ปี
Stage 5 Consolidate ระยะผสมผสาน ทีมวิจัยเริ่มถอนตัวไปทำหน้าที่ประเมิน กำกับ เฝ้าระวัง เพิ่มการมีส่วนร่วมของหน่วยปฏิบัติ ประชาชน ทั้งด้านทรัพยากร และวิชาการ (Decentralise) ใช้เวลา 5-10 ปี
Stage 6 Mature ระยะยอมรับงาน และความรับผิดชอบได้เอง หางบประมาณเอง หน่วยปฏิบัติ และประชาชนคิดเอง ทำได้เอง ใช้เวลา 5-10 ปี
Stage 7 Advance โครงการ/ประเทศที่พัฒนาแล้ว ภาคธุรกิจ ประชาชน พึ่งพาตนเอง (self care) ตระหนักถึง ภาระการดูแลสุขภาพของตน เป็นวิถีชีวิตอย่างยั่งยืน (skill of life)
หมายเหตุ
  1. ช่วง เวลาขึ้นอยู่กับ คววามยากง่าย และความรุนแรงของผลกระทบของปัญหา และทรัพยากร (กว่าจะเป็นประเทศ หรือโครงการพัฒนาแล้ว อาจใช้เวลา 20-50 ปี)
  2. โครงการที่หยุดอยู่กับที่ หรือเลิกไปก่อนถึงระดับ 6-7 เป็นโครงการที่สิ้นเปลือง และสูญเปล่า (โครงการไม่ยั่งยืน)
  3. ก่อนจะสิ้นสุดโครงการ (terminate) ควรพัฒนาให้ถึงระดับ 6 หรือ 7 ก่อน
  4. ภายหลังการประเมินผลงาน จะต้องปรับเปลี่ยนกลวิธีด้วยกิจกรรมชี้วัด ของระดับที่สูงขึ้น
  5. ผู้ บริหาร หรือผู้จัดการโครงการไม่ได้ผล หรือล้มเลิกไปก่อนจะบรรลุวัตถุประสงค์ หรือสิ้นเปลืองเวลา และทรัพยากรจำนวนมากเกินไป แต่ได้ผลน้อย

คลิปนักวิชาการสาธารณสุขต้องดู

คลิปวีดีโอเกี่ยวการแก้ไขปัญหาสาธารณสุข...ของสุดยอดนักวิชาการสาธารณสุข
เป็นการแก้ไขเชิงนโยบาย...แก้ไขปัญหาการเข้าถึงสถานบริการสาธารณสุข
ในฐานะของนักวิชาการสาธารณสุข...ผมมองว่านโยบายนี้ดี...เห็นผลชัดเจน
นโยบายนี้แก้ปัญหาด้านการเข้าถึงสถานบริการสาธารณสุขได้รวดเร็ว

นักวิชาการสาธารณสุขหลับไม่ลง

มีนักวิชาการสาธารณสุขท่านใดเจอปัญหาสาธารณสุขเหมือนผมบ้างไหมครับ
ปัญหาของนักวิชาการสาธารณสุขคือ...นอนไม่หลับ...ถ้าไม่ได้กลับพร้อมเธอ
เรื่องมันมีอยู่ว่านักวิชาการสาธารณสุขรูปหล่อ...ได้ออกไปตรวจสถานบริการ...กับนักวิชาการสาธารณสุขสาวสวย...แต่มีแฟนแล้ว....และขากลับนักวิชาการสาธารณสุขหนุ่มต้องกลับคนเดียว

พอนักวิชาการสาธารณสุขกลับถึงที่พัก ก็เกิดอาการนอนไม่หลับ กว่าจะหลับได้ต้องใช้เวลานานถึง 30 นาที และหลับได้ไม่นานก็ตื่น หลังตื่นนอนก็ไม่สดชื่น คิดกังวลถึงสาวนักวิชาการสาธารณสุขคนนั้น

เมื่อนักวิชาการสาธารณสุขเจอปัญหาสุขภาพ...นักวิชาการสาธารณสุขจะแก้อย่างไร
จากการศึกษา ร่ำเรียน จากคณะสาธารณสุข อย่างหนักหน่วงก็พอสรุปข้อมูลเกี่ยวกับการนอนไม่หลับได้ดังนี้ครับ

คนนอนไม่หลับจะมีอาการดังนี้ครับ
1.นอนหลับยาก ต้องใช้เวลาเกิน 30 นาที
2.ตื่นเร็วทำให้ไม่สดชื่น

การนอนไม่หลับ...ทางการแพทย์ไม่ถึงว่าเป็นโรค...แต่เป็นเพียงอาการที่เกิดจากสาเหตุดังนี้
1.ความเครียด ความกังวล อกหัก(อันนี้คิดเอง)
2.เกิดจากยาบางชนิด...ตัวอย่างเช่น ยาแก้แพ้(ทำง่วง นอนกลางวัน กลางคืนนอนไม่หลับ)
3.เกิดจากโรคบางอย่าง ตัวอย่างเช่น.. Narcolepsy... Sleep Apnea

เมื่ออยากเจอหน้าแพทย์

เมื่ออยากเจอหน้าแพทย์ก็ไปที่คลินิกของแพทย์ท่านนั้นครับ...แต่ถ้าอยากเจอหน้าพยาบาลด้วยให้ไปที่โรงพยาบาลครับ...เจอแล้วต้องขอเบอร์โทรนัดเลี้ยงข้าว...แต่ก่อนไปต้องเตรียมคำตอบเหล่านี้ครับ

1.เตรียมเล่าถึงอาการนอนไม่หลับว่าเป็นอย่างไร...หลับยากหรือตื่นบ่อย...ตื่นเพราะอะไร..มีโรคประจำตัวไหม...ใช้ยา...ใช้กัญชาหรือเปล่า...ถ้าใช้กัญชา...ทำไมถึงใช้...ควบคุมมันได้ไหม

2.มีเรื่องเครียด..กังวลไรหรือเปล่า...ห่วงสมบัติ...ไม่รู้จะเอาบ้านให้เมียน้อยคนไหนไรงี้..ก็อธิบายกันไป

3.สามารถทำงานตอนกลางวันได้หรือไม่อารมณ์แกว่งหรือไม่

ผลเสียจากการนอนไม่หลับ...ไม่เกี่ยวกับอาการนอนผิดที่...นอนผิดบ้านนะครับ
1.ใครนอนไม่หลับจะมีอัตราการเกิดโรคซึมเศร้า 4 เท่า
2.ถ้านอนไม่หลับจากความเครียด...อาจเป็นโรคหัวใจได้
3.ถ้ากลางคืนนอนไม่หลับ...แต่หลับตอนขับรถ...ก็คิดเองว่าจะเกิดอะไรขึ้น

การรักษา
การรักษาอาการนอนไม่หลับง่ายมากครับ...โคตรง่ายเลย
ก่อนอื่นเราต้องรู้ว่าสาเหตุของการนอนไม่หลับเพราะอะไร...ถ้าเพราะเครียดก็เลิกเครียดชะ
เห็นไหมครับง่ายไหมครับ...โคตรง่ายเลย...จริงไหมครับ
ถามว่าทำไงให้หายเครียด...กินเหล้าครับ...เวลาเมาเราจะลืมเรื่องเครียด...เพราะสมองไม่ทำงาน
รับรองหายจากอาการนอนไม่หลับ...แต่เป็นตับแข็งตายครับ

วิธีทำให้หายเครียด...ที่ดี..ง่าย...ปลอดภัย...
1.ไปศึกษาธรรมมะ..แล้วจะหายเครียด...แล้วจะนอนหลับครับ
2.ถ้าเข้าวัดไม่ได้...เข้าวัดแล้วร้อน...ก็ไปออกกำลังกาย...เดิน...วิ่ง..ปั่นจักรยาน...เอาให้เหนื่อยสุดๆๆ
รับรองหายเครียดครับ..เพราะเหนื่อยมากสมองลืมคิดเรื่องเครียด
3.ถ้าออกกำลังไม่ได้ผลอีก...ใช้ยาครับ...แต่ต้องใช้ขนาดน้อยๆๆ...ใช้ระยะสั้นๆๆ..แต่หากต้องใช้ยายาวก็ต้องหยุดเป็นช่วงๆๆ

กูอยากบอกมึง!



"คิดก่อนที่มึงจะกิน!"...เป็นคำพูดที่ผมในฐานะนักวิชาการสาธารณสุข...อยากจะบอกกับน้องๆของผม...ด้วยครอบครัวผมดั้งเดิมเป็นชาวนา

มีเพียงไม่กี่คนที่หลงทางมาเป็นนักวิชาการสาธารณสุข



ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานที่อำเภออื่น...จังหวัดอื่น...ดูแลด้านสาธารณสุขในพื้นที่อื่น

พื้นที่ที่ไม่มีญาติพี่น้องอาศัยอยู่..ดังนั้นก็ได้แต่นำความรู้ทางด้านสาธารณสุข...เช่น...เรื่องยา...เรื่องอาหาร...เรื่องการป้องกันโรค...บอกคนอื่น

...ไม่ได้บอกญาติพี่น้องตัวเอง




และเป็นที่รู้กันว่าเรื่องยาเป็นปัญหาด้านสาธารณสุข...ที่พบมากในชาวนา...เกษตรกร...จากประสบการณ์ทำงานอันหนักหน่วงด้านสาธารณสุข...ทุกพื้นที่ไม่ว่าจะเหนือ...กลาง...อิสาน...(ใต้ไม่เคยไป)




ชาวนา..เกษตรกร...ชาวไร่...นิยมกินยานอนหลับ..ยาชุด...สาเหตุที่ต้องกิน

เพราะเครียด..เหนื่อย...ทำให้นอนไม่หลับ

สาเหตุที่เครียด...เพราะเป็นหนี้...กังวล...คิดมาก..คิดว่าพรุ่งนี้ลูกกูจะไปโรงเรียน...กูจะไปกู้เงินที่ไหนให้มันไปเรียน...

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นอนไม่หลับ...เพราะต้องใช้แรงงานในการทำงาน.

กาแฟ..คาเฟอีนช่วยให้ทำงานได้มากขึ้น

ดังนั้นต้องกินเยอะๆจะได้ทำงานได้มากๆ

ตกค่ำนอนไม่หลับ...พอนอนไม่หลับ...ไปขอยานอนหลับที่สถานีอนามัย

เจ้าหน้าที่ที่อยู่ส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการสาธารณสุขพวกนักวิชาการสาธารณสุข(เพื่อนผม)...ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า...ถ้าไม่ให้ก็ไม่ได้


ตามตำราว่าไว้...วิธีแก้อาการนอนไม่หลับ..

1.ออกกำลังกาย 2.ไม่ดื่มคาเฟอีน
แต่ถ้าเครียดมากๆๆช่วยอะไรไม่ได้หรอกครับ

ผมเข้าใจดี!เพราะผมก็เคยเครียด...จนนอนไม่หลับ

วิธีการที่ดีที่สุดในโลก...โดยไม่ต้องใช้ยา...ถูกค้นพบมา 2555 ปีแล้วครับ..ผมจะบอกให้ครับ



"คือการเรียนรู้โลก...รู้จักสัจธรรม...มองโลกอย่างที่มันเป็น...ไม่ยึดมั่น...ถือมั่น..ไม่มีของมึง...ไม่มีของกู"

รับรองท่านจะไม่เครียด...จะไม่จน...ผมเตือนท่านแล้ว

Popular Posts

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

 
Copyright © 2011 toncub | High CTR Blogspot Themes designed by Ali Munandar | Powered by Blogger.Com.
My Zimbio