ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ยาคุมกำเนิด กินเป็นชีวิตเปลี่ยน

ยาคุมกำเนิด

ผมรู้จักผู้หญิงคนหนึ่ง  เธอเป็นหญิงที่น่าสงสาร
เธอเล่าให้ผมฟังว่า ในคืนที่เธอปาร์ตี้กับเพื่อนๆในงานฉลองการจบการศึกษา

เธอสนุกสุดเหวี่ยง และเมาเครื่องดื่ม
และเธอได้ร่วมหลับนอนกับผู้ชายคนหนึ่ง

 เป็นชายคนที่เธอไม่คิดจะใช้ชีวิตร่วมด้วยเลย

 และสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้น
เมื่อพบว่าเธอกำลังตั้งครรภ์
นับตั้งแต่นั้นมาชีวิตเธอก็เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง

 ความฝันที่จะใช้ชีวิตกับชายผู้เป็นที่รักก็จบลง 

เธอคิดว่าเธอทำให้พ่อแม่ เสียใจ เสียชื่อเสียง และเธอคิดว่าเธอสูญสิ้นความดีที่ทำมาปัจจุบันเธอไม่ได้เรียนต่อ ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำ เพื่อเลี้ยงลูกสาวที่เกิดจากความผิดพลาด 

ผมคิดว่าชีวิตเธอคงไม่เป็นแบบนี้หากเธอได้กินยาคุมกำเนิดชนิดฉุกเฉิน

ดังนั้น ผมขอนำเสนอการกินยาคุมกำเนิดทั้งชนิด 28 เม็ด 21เม็ด และยาคุมแบบฉุกเฉิน ดังนี้ครับ

วิธีการกินยาคุมชนิด 21 และ 28 เม็ด
            สิ่งสำคัญที่ต้องจำให้ได้ คือ กรณีที่กินยาคุมเป็นแผงแรก จะไม่สามารถคุมกำเนิดได้ทันที
ต้องรอ 15 วัน หากจำเป็นต้องมีอะไรกับผู้ชาย ต้องใช้ถุงยางอนามัย

การเริ่มกินยาคุกำเนิดทั้งชนิด 28 เม็ด และ 21 เม็ด กินเหมือนกัน
คือ เม็ดที่ 1 กินวันแรกของการมีประจำเดือน( ไม่เกิน 5 วัน)
และกินติดต่อกันจนหมดแผง

หากเป็นชนิด 28 เม็ด กินจนหมดแผงแล้วเริ่มแผงใหม่ต่อทันที
หากเป็นชนิด 21 เม็ด กินจนหมดแผง แล้วรออีก 7 วัน ค่อยเริ่มแผงใหม่

วิธีกินยาคุมกรณีลืมกิน
กรณีลืม 1 เม็ด

รับประทานยาเม็ดนั้นทันทีที่นึกได้

หากนึกได้ในเวลาที่ต้องกินประจำให้รับประทาน 2 เม็ด

หากลืมเกิน 12 ชั่วโมง ให้ใช้ถุงยางอนามัย 7 วัน

กรณีลืมกิน 2 เม็ด

ให้กินวันละ 2 เม็ด 2 วัน และใช้ถุงยางร่วมด้วย 7 วัน

กรณีลืมมากกว่า 2 เม็ดติดต่อกัน

เลิกกินยาคุมแผงนั้น แล้วรอประจำเดือนมาเพื่อเริ่มแผงใหม่ (วันแรกของการมีประจำเดือน)

วิธีการกินยาคุมฉุกเฉิน

เป็นการใช้ยาคุมหลังการมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ

ยาคุมชนิดนี้มี  2 เม็ด
 เม็ดแรกต้องกินทันทีหรือไม่เกิน 72 ชั่วโมง หลังมีเพศสัมพันธ์
เม็ดที่ 2 กินห่างจากเม็ดแรก 12 ชั่วโมง


ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินอาจยังทำให้ตั้งครรภ์ได้ และควรใช้กรณีจำเป็นเท่านั้น 


จะให้ดีและปลอดภัยก่อนกินยาคุมกำเนิดควรปรึกษาเภสัชกรก่อน  


ความคิดเห็น( opinion )

   ทุกๆท่านคงทราบกันดีแล้วว่านักวิชาการสาธารณสุขมีงานหลักๆ คือ การบรรยาย การสรุปผลงาน การรับประเมิน การประกวด และทำงานวิจัย

   และแน่นอนว่าการนำเสนองาน ย่อมมีการให้ข้อมูลย้อนกลับ หรือ เรียกว่า "ควมคิดเห็น" ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงาน ความคิดเห็นของเจ้านาย  ความคิดเห็นของอาจารย์ ความคิดเห็นของกรรมการ เรียกรวมๆว่า ความคิดเห็นของผูัมีส่วนได้เสีย

   ในชีวิตของผมก็ได้รับความคิดเห็นเหล่านั้นมาทั้งหมดแล้วครับ ผมก็ขอแบ่งชนิดของความคิดเห็นคร่าวๆ ดังนี้ 1.การชื่นชม 2.การวิจารณ์ 3.ข้อเสนอแนะ

   ชนิดของความคิดเห็นที่สำคัญก็คงเป็นคำวิจารณ์  เพราะโดยธรรมชาติของเรานั้นมักคิดว่าความคิดของเรานั้นถูกต้อง และต่อต้านคำวิจารณ์  แต่หากใครที่ปรารณจะเป็นยอดคนหรือคนที่ยอดเยี่ยมแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องทำใจให้กว้างและยอมรับคำวิจารณ์อย่างมีเหตุผล

   สำหรับคนใจแคบ ขี้ขลาด และไม่ยอมพัฒนาตัวเองนั้นมักกลัวคำวิจารณ์ กลัวว่าข้อบกพร่องของตนเองจะถูกเปิดเผย จึงต้องคอยหลบๆเลี่ยงๆอยู่เรื่อยไป

  แต่คนที่จะเป็นยอดคนจะคอยพัฒนาตัวเองอยู่เสมอนั้น จะฟังคำวิจารณ์โดยไม่คล้อยตามอารมณ์ของตัวเอง (ชอบหรือไม่ชอบ)

   แน่นอนว่าคำวิจารณ์ย่อมมีทั้งถูกต้องและไม่ถูกต้อง (บางคนก็วิจารณ์เพราะสนุกปาก) ดังนั้นเราจำเป็นที่จะต้องแยะแยะคำวิจารณ์ให้ได้ โดยคิดเสมอว่า "การต่อต้านคำวิจารณ์กับการไม่เห็นด้วยกับคำวิจารณ์เป็นคนละเรื่องกัน"

   หากเราสามารถแยกแยะคำวิจารณ์โดยปราศจากอารมณ์ได้แล้ว "คำวิจารณ์ก็จะกลายเป็นข้อมูลที่มีคุณค่าดั่งทองคำ"
 

ยาแก้แพ้แบบไม่ง่วงรักษาอาการหวัดได้หรือไม่

ยาแก้แพ้แบบไม่ง่วงรักษาอาการหวัดได้หรือไม่


 เมื่อ 2 - 3 ก่อน ขณะที่ผมท่องเที่ยวในโลกไซเบอร์ ผมได้พบกับคำถามที่น่าสนใจมาก
คำถามนั้นคือ ยาแก้แพ้แบบไม่ง่วง รักษาอาการหวัดได้หรือไม่
ซึ่งโดยส่วนตัวผมเองเมื่อมีอาการน้ำมูกไหล ผมก็พึ่งยาแก้แพ้แบบไม่ง่วง  มาโดยตลอด

วันนี้พอมีเวลาจึงได้ค้นหาคำตอบให้ผมเอง เพราะผมไม่ชอบยาแก้หวัดกลุ่มที่ทำให้ง่วง
เพราะว่า แม้ไม่รับประทานยา ผมก็แทบจะหลับใน ขณะปฎิบัติงานอยู่เป็นประจำอยู่แล้วครับ

ข้อมูลที่ผมค้นหา ก็เริ่มตั้งแต่อาการ สาเหตุ การรักษาของไข้หวัด ซึ่งพอจะสรุปได้สั้นๆดังนี้ครับ

สาเหตุและอาการของไข้หวัด


ไข้หวัดเป็นการติดเชื้อไวรัสที่ทางเดินหายใจส่วนบนเรียก
เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งเมื่อเชื้อเข้าสู่จมูก และคอ จะทำให้เยื่อบุจมูกบวมแดง
และมีการหลั่งสารหลั่งที่เป็นเมือกออกมา
 แม้ว่าโรคจะหายเองใน 1 สัปดาห์ แต่เป็นโรคที่นำผู้ป่วยไปพบแพทย์มากที่สุด
 โดยเฉลี่ยเด็กจะเป็นไข้หวัดปีละ 6-12 ครั้งต่อปี  ผู้ใหญ่อาจจะเป็น 2-4 ครั้งต่อปี
ผู้หญิงจะเป็นบ่อยเนื่องจากใกล้ชิดกับเด็กมากกว่า และคนสูงอายุจะเป็นปีละครั้ง

ผู้ใหญ่จะมีอาการจาม น้ำมูกไหลมาก่อน อ่อนเพลีย ปวดศีรษะเล็กน้อย แต่มักจะไม่ค่อยมีไข้
 เชื้อจะออกจากทางเดินหายใจของผู้ป่วย 2-3 ชั่วโมง และหมดภายใน 2 สัปดาห์
บางรายมีอาการปวดหู เยื่อแก้หูมีเลือดคั่ง บางรายมีเยื่อบุตาอักเสบ เจ็บคอกลืนลำบาก
โรคมักเป็นไม่เกิน 2-5 วัน แต่อาจจะมีน้ำมูกไหลนานถึง 2 สัปดาห์
ในเด็กอาจจะรุนแรง และมักจะกลายเป็นหลอดลมอักเสบ และปอดบวม

ยาที่ใช้รักษาไข้หวัด


โดยทั่วไปยาที่ใช้เมื่อเป็นหวัดจะเป็นยาที่ใช้เพื่อรักษาตามอาการ เนื่องจากไม่มีการใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อเชื้อไวรัสก่อโรคโดยตรง
 ดังนั้นจึงควรพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย  ยาที่นิยมใช้ทั่วไปเมื่อเป็นหวัดมีดังนี้

1. ยาลดไข้ paracetamol

 สำหรับผู้ใหญ่ รับประทานยาขนาด 500 mg ต่อเม็ด จำนวน 1-2 เม็ด สามารถรับประทานซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ใช้ไม่เกิน 8 เม็ดต่อวัน
 และไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลา 5 วัน

2. ยาลดน้ำมูกแก้คัดจมูก  ซึ่งสามารถแยกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ 

   2.1 ยาแก้คัดจมูก ออกฤทธิ์โดยการหดหลอดเลือด ทำให้อาการคัดจมูกลดลง สำหรับรับประทาน ได้แก่ phenylephrine, pseudoephedrine (pseudoephedrine แพทย์สั่งเท่านั้น)
สาเหตุและอาการของภูมิแพ้
  2.2 ยาลดน้ำมูก ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งผลของฮีสตามีน (histamine) ซึ่งมีผลทำให้การหลั่งน้ำมูกลดลง แต่จะได้ผลน้อยกับอาการคัดจมูก สามารถแบ่งย่อย เป็น 2 กลุ่มคือ
        1) ยาลดน้ำมูกกลุ่มที่ทำให้เกิดอาการง่วงซึม ได้แก่ chlorpheniramine, brompheniramine, hydroxyzine, cyproheptadine เป็นต้น ยากลุ่มนี้จะลดปริมาณสารคัดหลั่งในระบบทางเดินหายใจ
ยาในกลุ่มนี้สามารถคุมอาการได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับยาในกลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงซึม
        2) ยาลดน้ำมูกกลุ่มที่ไม่ทำให้เกิดอาการง่วงซึม ได้แก่ cetirizine, loratadine, desloratadine, fexofenadine เป็นต้น ซึ่งข้อดีของยาในกลุ่มนี้ก็คือ ไม่ทำให้เกิดอาการง่วงซึม

3.ยาบรรเทาอาการไอ 

   ซึ่งอาจเป็นยาแก้ไอแบบมีเสมหะหรือไม่มีเสมหะ แล้วแต่อาการ แต่ที่นิยมจะเป็นยาแก้ไอแผนไทย จำพวก ยาแก้ไอมะขามป้อม หรือ ยาอมมะแว้ง

   จากข้อมู]ไข้หวัดดังกล่าวจึงพอจะสรุปได้ว่า การรักษาอาการไข้หวัด เป็นการรักษาตามอาการ ซึ่งหากผู้ป่วยมีน้ำมูกไหลแต่ไม่คัดจมูกมากก็สามารถเลือกใช้ยาในกลุ่มแก้แพ้แบบไม่ง่วงได้เช่นกัน

computer vision syndrome โรคของคนรุ่นใหม่

 
 
 ในวันหนึ่งๆของผมมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นปัจจัยที่ 6 ในการดำรงชีวิต  เริ่มตั้งแต่ตื่นเช้า ผมต้องตรวจดูไลน์ว่าแฟนส่งข้อความมาหรือไม่ เจ้านายสั่งงานอะไรไว้ไหม  จนมาถึงที่ทำงานก็ทำงานผ่านจอคอมพิวเตอร์ตลอดช่วงเวลา 8.00 น. - 16.30 น.
หากชีวิตผมต้องดำเนินไปในลักษณะนี้คงทำให้ดวงตาผมเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันสมควรแน่นอน  และในไม่ช้าผมคงต้องกลายเป็นผู้ป่วยโรค Computer Vision Syndrome

โรค Computer Vision Syndrome  มีอาการอย่างไร 

โรค computer vision syndrome คือกลุ่มอาการทางตา ซึ่งประกอบด้วยอาการต่าง ๆ ดังนี้
1)อาการปวดตา หรือ เมื่อยตา (Eye Strain, Tired Eye)
2)ปัญหาเคืองตา แสบตา (Ocular Surface Problems)
3)ตามัว (Blurred Vision)
4)มองเห็นภาพซ้อน(Double Vision)

แล้วสามารถป้องกันการเกิดโรค computer vision syndrome ได้ดังนี้ครับ 

1.จัดตำแหน่งการทำงานให้เหมาะสม ไม่ให้แสงแดดจากหน้าต่างส่องเข้าตาโดยตรง
2.ใช้หลัก 20 - 20 -20 8nv ทุก ๆ 20 นาทีควรพักสายตาจากคอมพิวเตอร์ 20 วินาที และมองสิ่งสบายตาห่างออไป 20 ฟุต
3.กระพริบตา 10 - 15 ครั้งต่อวินาที หรือ หลับตาพัก 3 - 5 วินาทีบบ่อย ๆ
4.ปรับแสงสะท้อนหน้าจอดคอมพิวเตอร์ใหเเหมาะสม
5.รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

ผักผลไม้ที่ช่วยบำรุงสายตา ซึ่งคนที่เป็นโรค Computer Vision Syndrome ควรรับประทาน 

ผักบุ้ง : ผักบุ้งช่วยบำรุงสายตาได้อย่างไร?

 ผักบุ้งช่วยบำรุงสายตา ไม่ทำให้ปวดตา สายตาสั้น แสบตา  จากผักบุ้ง ก็ต้องกินผักบุ้งดิบ ทั้งวิตามิน A และวิตามิน C รวมถึงเบต้า-แคโรทีน เป็นวิตามินที่ช่วยป้องกันมะเร็งได้ด้วย นอกจากวิตามินแล้ว ผักบุ้งยังมีเกลือแร่ มีธาตุเหล็กที่ช่วยบำรุงเลือด
การรับประทานผักบุ้ง หากผัดควรใส่น้ำมันให้น้อย แต่ถ้าลวดกินก็จะดีกว่าเพราะไม่มีน้ำมันซึ่งจะทำให้อ้วนได้ หากทานดิบก็ยิ่งจะมีประโยชน์มาก ทานกับขนมจีนอร่อยอย่างบอกใครเชียวครับ


แครอท : แครอทช่วยบำรุงสายตาได้อย่างไร?

    แครอทมีสารเบต้าแคโรทีนมากที่สุดในบรรดาผักสีส้ม นอกจากนี้มันก็ยังมีไวตามินและแร่ธาตุอื่นอีกหลายชนิด เบต้าแครอทีนก็คือ ไวตามินเอ ซึ่งช่วยในการบำรุงรักษาดวงตาเพราะมันมีผลต่อปฏิกริยาเคมีของดวงตาต่อแสง ไวตามินเอยังช่วยให้มีผิวที่ดีอีกด้วย และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆเช่นมะเร็งได้ดี


ตำลึง : ตำลึงช่วยบำรุงสายตาได้อย่างไร?

       ตำลึงเป็นผักที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่มีหัวใต้ดิน มีคุณค่าทางอาหารสูง ตำลึงเป็นพืชที่มีบีตาแคโรทีนที่ดีที่สุด บีตาแคโรทีนเป็นสารกลุ่มคาโรทีนอยด์ทำหน้าที่กรองแสงให้กับดวงตา ป้องกันไฟเบอร์ของเลนส์ตาจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกออกซิไดซ์ด้วยแสง ป้องกันการเกิดต้อ บีตาแคโรทีนเป็นสารที่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ จัดเป็นสารกลุ่มคาโรทีนอยด์ที่มีประสิทธิภาพการทำงานดีที่สุด ดังนั้น ที่กล่าวกันว่า "ตำลึงบำรุงสายตา" ก็เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง บีตาแคโรทีนเป็นสารต้านออกซิเดชันลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระในร่างกาย ยับยั้งการทำลายของออกซิเจนเดี่ยวและอนุมูลเปอรอกซิลอิสระ นอกจากนั้นตำลึงยังสามารถลดอัตราเสี่ยงของการเกิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหารได้


ผักคะน้า : ผักคะน้าช่วยบำรุงสายตาได้อย่างไร?

 คะน้ามีสารต้านอนุมูลอิสระ คือวิตามินซีและเบต้า-แคโรทีน ซึ่งร่างการจะเปล่ยนเป็นวิตามินเอที่มีผลต่อการบำรุงสายตา เสริมสร้างสุขภาพผิวพรรณและต้านทานการติดเชื้อ


ฝักทอง : ฝักทองช่วยบำรุงสายตาได้อย่างไร?

 ฝักทอง มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ช่วยบำรุงสายตา ผิวพรรณ ระบบย่อยอาหาร บำรุงตับไต สร้างเซลล์ใหม่แทนเซลล์เก่าที่ตายไปแล้ว มีสารลูทีนป้องกันการเสื่อมของจุดหรือแสงสีของเรตินามีวิตามินเอ
บำรุงสายตามีเบตาแคโรทีนซึ่งมีสาร Antioxidant สูงจึงช่วยต้านมะเร็งได้อีกด้วย

มะม่วงสุก : มะม่วงสุกช่วยบำรุงสายตาได้อย่างไร?

 เนื่องจากมะม่วงอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ฟอสฟอรัส ใยอาหาร ช่วยบำรุงสายตา บำรุงเหงือกและฟัน ช่วยให้ผิวพรรณสดใส ลดสิวและริ้วรอยก่อนวัยได้อย่างดี

มะละกอ : มะละกอสุกช่วยบำรุงสายตาได้อย่างไร?

 มะละกอ อุดมด้วยวิตามินเอ บี1 บี2 แคลเซียม และเบต้าแคโรทีน สารต้านอนุมูลอิสระ รับประทานบำรุงผิวพรรณดี ลดริ้วรอยก่อนวัย และบำรุงสายตา รับประทานเป็นผลไม้

ภาพงานสาธารณสุข

     ในช่วงที่ผ่านมาผมเว้นหายจากบล็อกนานมาก ต้องขออภัยแฟนคลับทุกท่าน  และขอเป็นกำลังใจให้กับน้องๆสาธารณสุขทุกท่านที่ต้องสอบบรรจุในเดือนมกราคม 2559 ที่จะมาถึงนี้ครับ

   วันนี้ผมมีสิ่งเล็กๆน้อยๆมาฝากน้องๆที่จะเตรียมสอบ คือ
  1.หากอ่านหนังสือแล้วง่วง ให้เขียนบันทึก  หรือ เขียนอะไรก็ได้  (ผมสังเกตุว่าเวลาผมเขียนบันทึกเรื่องส่วนตัวแล้วผมไม่ง่วง)
 2.เป็นรูปภาพที่ผมถ่ายระหว่างการทำงานในหน้าที่นักวิชาการสาธารสุขครับ



เครื่องดับเพลิงชนิดที่ใช้กับเครื่องมือแพทย์ ต้องมีการตรวจสอบความพร้อมใช้ด้วย



แถบกระดาษตรวจสอบคุณภาพการอบเครื่องมือทางการแพทย์ 

Popular Posts

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

 
Copyright © 2011 toncub | High CTR Blogspot Themes designed by Ali Munandar | Powered by Blogger.Com.
My Zimbio