ขับเคลื่อนโดย Blogger.

บอกลา "ความดันโลหิตสูง" "ฆาตกรเงียบ"

กรณีศึกษาจาก ย.โย่ง ถึง น.หนู สู่ท่านชุมพล ศิลปอาชา มาถึงตัวเลขจากมิเตอร์ประเทศไทย (Thailandometers) ของมหาวิทยาลัยมหิดล รายงานล่าสุด 07.46 น. วันที่ 20 ธันวาคม 2555 คนไทยตายตั้งแต่ต้นปีด้วยโรคหัวใจ 33,062 ราย โรคหัวใจขาดเลือด 33,981 ราย โรคเส้นเลือดในสมองแตก 25,715 ราย

เบาหวาน 23,878 ราย รวมทั้งสิ้น 116,636 ราย เป็นตัวเลข 4 อันดับแรกของประเทศ...นั่นคือข้อมูลที่อยากบอกคนไทยทั้งประเทศได้ทราบเบื้อง ต้น

สัปดาห์สุดท้ายของปี 2555 อยากพูดคุยโรคที่สำคัญอันดับ 1 ของประเทศไทย คือ "ฆาตกรเงียบ (Silent killer) หรือมัจจุราชมืด" ซึ่งก็คือ "โรคความดันโลหิตสูง"

ข้อมูลจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีผู้ป่วยและเข้ารับการรักษาในสถานบริการสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุข ด้วยโรคความดันโลหิตสูงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกภาค โดยประชากร 1 แสนคน พบผู้ป่วยความดันโลหิตสูง 259.02 ในปี 2543 และพบเพิ่มเป็น 1,349.39 ในปี 2553 ซึ่งถือว่ามีอัตราสูงขึ้นกว่า 5 เท่า

ใน ขณะที่ผลจากการสำรวจสภาวะสุขภาพอนามัยของประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 4 (พ.ศ.2551-2552) พบว่าในจำนวนผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตสูง ร้อยละ 60 ในผู้ชาย และร้อยละ 40 ในผู้หญิง ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยมาก่อน หรือพูดง่ายๆ คือ ไม่รู้ตัวว่าเป็นความดันโลหิตสูง

มีหลายประเด็น ที่พี่น้องคนไทยไม่รู้ไม่ใส่ใจ รู้ทั้งรู้ หรือยังเข้าใจผิดอยู่ เมื่อลงพื้นที่หลายจังหวัดก็จะพบประเด็นต่างๆ เช่น คิดว่าโรคนี้จะต้องมีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ใจสั่น หรือเหนื่อยง่าย เมื่อไม่มีอาการก็นึกว่าไม่เป็นโรคนี้ ความจริงส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 จะไม่พบโรคหรือภาวะผิดปกติ

สิ่งที่เป็นต้นเหตุของความดันโลหิตสูง ซึ่งเรียกว่าความดันโลหิตสูงชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุ (Essential Hypertension หรือ Primary Hypertension) ซึ่งมักเป็นพันธุกรรม ถ้าพ่อแม่พี่น้องเป็น ตัวเองมีโอกาสเป็นสูงกว่าคนอื่น 3 เท่า นอกจากคนสูงอายุ อ้วน กินเค็ม ดื่มเหล้า เป็นปัจจัยสำคัญ พบในอายุเริ่มที่ 25 ปี ต่อมาเริ่มมีอาการป่วยที่อายุ 40 ปี ผู้ป่วยจะปล่อยปละละเลยไม่ใส่ใจความดัน เนื่องจากไม่มีอาการจนในที่สุดกลายเป็นโรคหัวใจ โรคอัมพาต หรือโรคหลอดเลือดสมองแตกมาโรงพยาบาล ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ส่วนน้อยต่ำกว่าร้อยละ 10 อาจตรวจพบโรค เป็นต้นเหตุ พบในคนอายุน้อยกว่า 30 ปี เริ่มมีความดันสูงเรียกว่า Secondary Hypertension เช่น หญิงตั้งครรภ์ ครรภ์เป็นพิษ คอพอกเป็นพิษ โรคไตอักเสบ โรคนี้จะทราบว่าเป็นความดันโลหิตสูงหรือไม่ มีวิธีเดียวเท่านั้น คือการ "ตรวจวัดความดันโลหิต" เป็นระยะๆ

บางรายนึกว่าคนผอมไม่เป็นความดัน โลหิตสูง ความจริงแล้วโรคนี้พบได้ทั้งคนอ้วนและคนผอม ไม่มีกติกาว่ายกเว้นคนผอมจะไม่ต้องเป็น ยิ่งพ่อแม่เป็นแนวโน้มลูกจะได้มรดกมามากถึง 3 เท่า เชียวนะครับ



เมื่อ คราวที่ผู้เขียนลงพื้นที่ อ.เมืองสิงห์บุรี มีชายไทยอายุ 50 ปี เป็นความดันโลหิตสูงถึง 200/100 มิลลิเมตรปรอท (เป็นสีแดง) รักษานานๆ ให้ยาทุกชนิดก็ไม่ลง พยาบาลลงไป "สอบสวนโรค" พบว่า ลูกชายอายุ 18 ปี ติดยาเสพติด ทำให้พ่อเครียดกินยาอย่างไรก็ไม่ลง รักษา "ลูก" ที่ติดยาก่อน ความดันโลหิตสูงของพ่อก็ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดก็ไม่ต้องกินยาลดความดัน

อีกราย ชายไทยอายุ 60 ปี เป็นความดันโลหิตสูงระดับสีแดง 180/100 กินยาต่อเนื่องมาเรื่อย วันหนึ่งไปตรวจวัดความดันกับ อสม.ของโรงพยาบาลท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี ผลการวัดความดันอยู่ในระดับปกติ หลังกลับบ้านผ่านไป 10 วัน ผู้ป่วยเกิดอาการเจ็บ จุก แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หัวใจหยุดเต้น ต้องปั๊มหัวใจและแก้ไขได้ทันรอดตาย "สอบสวนโรค" พบว่าหลังตรวจวัดเมื่อ 10 วันที่แล้ว "อสม." บอกว่าความดัน "ปกติ" ผู้ป่วยเลยคิดว่า "ตัวเองหาย" จึงไม่ได้กินยา ขาดยาไป 10 วัน กอปรกับช่วงเวลาดังกล่าวมีภาวะเครียด ถูกเจ้าหนี้ทวงเงิน ความดันขึ้น ทำให้มีอาการจุกหน้าอก หัวใจขาดเลือดกะทันหัน และความดันที่วัดขณะนั้นสูงถึง 210/110 มิลลิเมตรปรอท

วิเคราะห์จากสถานการณ์ข้างต้น ผู้เขียนอยากบอกทุกท่านให้ทราบข้อเท็จจริงว่า "โรคความดันโลหิตสูง" นี้ "เป็นแล้วเป็นเลย รักษาไม่หายขาด จะเป็นเรื้อรังตลอดชีวิต มีหมอเป็นเพื่อน มีโรงพยาบาลเป็นบ้าน" ยาขาดไม่ได้ ต้องหมั่นหาหมอที่ รพ.สต.ใกล้บ้าน "การเฝ้าระวังและการสอบสวนโรค" จึงมีความสำคัญยิ่ง

โรคความดันโลหิต สูง จะสังเกตจากอาการแสดงอย่างเดียวไม่ได้เด็ดขาด ถ้าไม่ "วัดความดัน" ก็ไม่มีทางรู้ว่าควบคุมความดันดีหรือยัง การหาหมอหรือหมออนามัยคอยควบคุมความดันให้อยู่เกณฑ์ปกติ ป่วยน้อยที่สุด เขียวเข้ม (น้อยกว่า 139/90) อย่างต่อเนื่องจะป้องกันภาวะแทรกซ้อนเป็น "สีดำ" และทำให้อายุยืนยาว

อีกตัวอย่างหนึ่งสำคัญมากที่ผู้ป่วยส่วน มากนึกว่า "กินแต่ยาอย่างเดียวก็ควบคุมโรคนี้ได้" ความจริงผู้ป่วยจะ "ต้องปฏิบัติตัว" ด้านสร้างสุขภาพ "3อ" "2ส" และลดอ้วนควบคู่ไปด้วยซึ่งสำคัญมาก ได้แก่ ลดหวาน มัน เค็ม งดเหล้าบุหรี่ ออกกำลังประจำ สร้างอารมณ์ คิดบวก ผ่อนคลายเครียดเป็นนิจ

ลดน้ำหนัก ตัว (ถ้าอ้วน) กินผักและผลไม้ให้มากๆ จะช่วยลดความดันให้ลงสู่ระดับเกือบปกติ ป่วยระดับ 0 สีเขียวเข้ม (น้อยกว่า 139/99) ยาที่กินก็จะลดจำนวนเม็ดยาลงไปด้วย และยังป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้

ผู้ เขียนได้เกริ่นนำประเด็นต่างๆ ที่ผู้ป่วยเข้าใจ หรือแม้กระทั่งแพทย์ พยาบาล หมออนามัย ต้องช่วยกันดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ชนิด "กัดติด" สีแดง เพื่อป้องกัน "ไม่ให้เกิดวิกฤต" เป็นสีดำคือเป็น "โรคแทรก"

เรา มาสร้างความรู้ความเข้าใจโรคความดันโลหิตสูงแบบง่ายๆ ว่ามันคืออะไร? เกิดได้อย่างไร? อาการและอาการแสดงเป็นอย่างไร? โรคแทรกซ้อนมีอะไรบ้าง? รักษาป้องกันได้อย่างไร? เพื่อให้เราไม่ป่วยตายก่อนวัยอันควร และอายุยืนยาว 80 ปี ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ ประกาศว่า อีก 10 ปี คนไทยจะอายุ 80 ปี



เรื่อง "ความดันโลหิตสูง" หากจะทำความเข้าใจง่ายๆ หัวใจเปรียบเหมือน "เครื่องปั๊ม" ที่ทำหน้าที่ปั๊มเลือด ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายตามหลอดเลือดแดง เทียบกับ "ปั๊มน้ำ" ที่สูบน้ำไปตามท่อยาง 4 หุน โดยปกติท่อยาง 4 หุน ที่อยู่ตามบ้าน ตามธรรมชาติจะมีตะกรันตกตะกอนทำให้รูท่อยางนับวันจะค่อยๆ เล็กลงตามลำดับ และเมื่อใช้ไปนานๆ 5-10 ปี ท่อยางก็จะเสื่อมสภาพ จากที่เคยอ่อนจะแข็งขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เปราะแตกง่าย

ส่วน "ปั๊มน้ำ" เวลาสูบน้ำต้องออกแรงดันเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ เพราะขนาดรูท่อน้ำเล็กลงค่อยๆ เพิ่มขึ้น และท่อที่แข็งขึ้น ความยืดหยุ่นน้อยลง เพราะฉะนั้นระยะเวลาผ่านไปนานมากขึ้นๆ มากกว่า 20-30-40 ปี ความดันน้ำก็จะสูงขึ้นๆ ตามลำดับ "ปั๊มน้ำ" เปรียบเหมือน "หัวใจคน" เมื่ออายุมากขึ้นกว่า 40-60 ปี "หัวใจ" ก็ต้องปั๊มแรงขึ้นทำงานมากขึ้น หัวใจใช้งานมากขึ้น

ส่วนท่อยางเปรียบเสมือนหลอดเลือดแดง รูที่น้ำหรือเลือดผ่านก็เล็กแคบลงหรือตีบลง "ท่อยาง" หรือหลอดเลือดแดงก็จะแข็งขึ้น เปราะง่ายขึ้น ความยืดหยุ่นน้อยลง และทำให้น้ำหรือเลือดไปเลี้ยงส่วนปลายๆ ก็จะน้อยลง ถ้าไม่ทำอะไรเลย กินแล้วนอน ไม่ออกกำลังกาย กินอาหารหวาน มัน เค็ม ผลก็คือ อวัยวะบางอย่างก็จะขาดเลือดไปเลี้ยง เช่น หัวใจขาดเลือด สมองขาดเลือด ไตขาดเลือด ตาบอด ปลายมือปลายเท้าขาดเลือด ทำให้เกิดอาการชา เป็นต้น

"
ความ ดันโลหิต" หมายถึง แรงดันของกระแสเลือดที่กระทบต่อผนังเลือดแดง อันเกิดจากการสูบฉีดของหัวใจ (คล้ายแรงดันลมที่ดันผนังยางรถเวลาสูบลมเข้า) ซึ่งสามารถวัดด้วย "เครื่องวัดความดัน" วัดที่ท่อนแขนส่วนบน มี 2 ค่า คือ

1)
ความดันช่วงบน (Systolic Pressure) หมายถึง แรงดันเลือดขณะที่หัวใจบีบตัว ซึ่งอาจจะสูงตามอายุ อารมณ์ ปริมาณการออกกำลังกาย

2)
ความดันช่วงล่าง (Diastolic Pressure) หมายถึง แรงดันเลือดขณะหัวใจคลายตัว สำหรับคนปกติจะอยู่ที่ "120/80" มิลลิเมตรปรอท แบ่งความดันในการเฝ้าระวัง ควบคุม ป้องกันโรคความดันโลหิตสูงด้วยระบบ "ปิงปองจราจรชีวิต 7 สี" ดังนี้

1.
กลุ่ม ปกติ สีขาว ความดัน 120/80 มิลลิเมตรปรอท 2.กลุ่มเสี่ยง สีเขียวอ่อน ความดัน 120/80-139/89 มิลลิเมตรปรอท 3.กลุ่มโรค สีเขียวเข้ม เป็นโรคระดับ 0 ความดันน้อยกว่า 139/89 มิลลิเมตรปรอท 4.เป็นโรคระดับ 1 สีเหลือง ความดัน 140/90-159/99 มิลลิเมตรปรอท 5.เป็นโรคระดับ 2 สีส้ม ความดัน 160/100-179/109 มิลลิเมตรปรอท 6.เป็นโรคระดับ 3 สีแดง ความดันมากกว่า 180/110 มิลลิเมตรปรอท 7.เป็นโรคแทรกซ้อน สีดำความดันมากกว่า 200/120 มิลลิเมตรปรอท หากไม่ได้รับการรักษา หรือปล่อยปละละเลยให้ความดันโลหิตสูงประเภทสีแดงนานๆ ไม่ยอมลดเป็นสีส้ม มักจะเกิดความผิดปกติที่อวัยวะสำคัญๆ เช่น หัวใจ สมอง ไต ตา เป็นต้น เพราะความดันโลหิตสูงจะทำให้หลอดเลือดแดงแทบทุกส่วนของร่างกายเสื่อม เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว (Atherosclerosis) บางรายเปราะแตกง่ายในที่สุด เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ไม่ได้

โรคแทรกซ้อนสำคัญๆ ควรรู้

โรค หัวใจขาดเลือด เพราะเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจตีบลง จะเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง กล้ามเนื้อหัวใจตาย เกิดหัวใจวายในที่สุด จะมีอาการหอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้

โรคเส้นเลือดสมองตีบ แตก จะเกิดภาวะหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก กลายเป็นอัมพาตครึ่งซีก พบได้บ่อยมาก อุบัติการณ์สูง เรื้อรังทำให้ความจำเสื่อม อารมณ์ และสมาธิลดลง บางรายอาจจะตายได้รวดเร็ว

ไต เกิดภาวะไตวายเรื้อรังเนื่องจากหลอดเลือดเลี้ยงไตแข็ง ตีบลง เลือดไปเลี้ยงไม่พอ มีอาการมึนซึม ปวดศีรษะ เพราะสารยูเรียสูงในเลือด ตรวจปัสสาวะจะพบไข่ขาว เจาะเลือดพบบี ยู เอ็น (BUN) และครีอะตินิน (Creatinine) สูง

ส่วนอวัยวะตา เส้นเลือดแดงเลี้ยงลูกตา จอประสาทตาระยะแรกตีบ ต่อมาจะแตกที่จอภาพเรตินา (Retina) ทำให้ประสาทตาเสื่อม ตามัวลงเรื่อยจนตาบอดได้ ตรวจพบด้วย "เครื่องส่องตา" (Ophthalmoscope) โดยจักษุแพทย์

โรคแทรกซ้อนอันเกิดจากความดันโลหิต สูง นอกเหนือจากผลต่อ 4 อวัยวะที่รุนแรงมากถึงตายได้ก่อนวัยอันควร ยังมีผลต่อหลอดเลือดแดงใหญ่และหลอดเลือดส่วนปลาย หลอดเลือดแดงใหญ่ (Aorta) เกิดแข็งตัวโป่งพองจะมีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง เป็นลมหรือเป็นอัมพาตและเสียชีวิตได้ ส่วนเส้นเลือดเล็กที่เลี้ยงปลายมือปลายเท้า จะเกิดอาการตีบแข็งตัวทำให้ขาดเลือดเกิดเหน็บชา ตะคริว เกิดการตายของเนื้อเป็นสีดำได้ (Gangrene)



ผู้เขียนกับพี่ น้องสาธารณสุขทั่วประเทศ ได้พยายามหาแนวทางในการทำงานเพื่อป้องกันไม่ให้คนไทยกลายเป็นกลุ่มเสี่ยง และลดความรุนแรงในผู้ป่วยที่เป็นโรค และ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สธ. รวมถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างมากในการ "ต้อง" เฝ้าระวังกระตุ้นคนไทยทุกคนอายุ 15-65 ปี โดยเฉพาะกลุ่มคนปกติ ต้องรณรงค์สร้างสุขภาพ "3อ" ลด "2ส" ไม่ให้กลายเป็นกลุ่มป่วย สีเหลือง (ป่วยระดับ 1) กลุ่มเสี่ยงสีเขียวอ่อน ลดมาเป็นกลุ่มปกติ ส่วนกลุ่มป่วย รุนแรงระดับ 3 สีแดง กินยาให้ถูกต้องควบคู่ไปกับ "3อ" "2ส" สร้างสุขภาพให้ดีต่อเนื่อง จริงจังที่เรียก "กัดติด" จะช่วยลดความรุนแรงของโรคเป็นสีส้ม สีเหลืองและสีเขียวเข้ม

ในท้ายสุดจำนวนยาที่เคยกินเพราะอาการรุนแรงก็จะลดลง ผู้ป่วยรุนแรง "สีแดง" ก็จะไม่มีโรคแทรกซ้อน เป็น "สีดำ"

เชื่อ ว่าทุกๆ ท่านก็ไม่อยากเป็น "สีดำ" ซึ่งมันก็บ่งบอกสัญญาณอันตรายของชีวิต เราต้องช่วยกันควบคุมป้องกันเต็มที่เพื่อให้คนไทยอายุยืน เหนืออื่นใด ขอให้ "กำลังใจ" น้องๆ ทีมงาน "แพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข" ทุกส่วนทุกระดับ ตั้งแต่กระทรวง กรมต่างๆ สำนัก สสจ., รพศ./รพท., สสอ., รพช., รพ.สต. และ "อสม." ร่วมด้วยช่วยกัน คนละไม้คนละมือ ขจัด "ฆาตกรเงียบ" ทั้งความดันโลหิตสูง เบาหวาน ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจาก "พฤติกรรมสุขภาพ" โดยการสร้างเจตคติให้เกิดการยอมรับ ปลูกฝังในสิ่งที่ถูกต้องเรื่อง 32 อย่างต่อเนื่อง จริงจัง จนเป็น "วัฒนธรรมวิถีชีวิต" จะเป็นเกราะกันภัยฆาตกรร้ายด้านสุขภาพได้เป็นอย่างดี

เชื่อมั่นว่า "การเป็นโรครายใหม่จะเกิดน้อยลง" และ "การเป็นโรคแทรกซ้อนรุนแรงก็จะเกิดน้อย" เช่นกัน คนไทยทั้งประเทศก็จะสุขภาพดี คุณภาพชีวิตที่ดี "อายุยืนยาว 80 ปี"

...
ปี ใหม่นี้ หากยังคิดไม่ออกว่าจะให้อะไรเป็นของขวัญคนที่ท่านรัก ลองให้เครื่องวัดความดันโลหิตเพื่อใช้เป็นสัญญาณบอกชีวิตก็จะดีไม่น้อย เพราะนาฬิกาบอกสัญญาณเวลา เครื่องวัดความดันบอกสัญญาณชีวิต ดังนั้น ถึงเวลาหรือยัง? ที่ทุกบ้านจะมีเครื่องวัดความดัน เพื่อป้องกัน "ฆาตกรเงียบ"

หมดโรคส่งท้ายปีเก่า 2555 โชคดีต้อนรับปีใหม่ 2556 ขอให้คนไทยทั้งประเทศ เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุข พละ ทุกประการ นะครับ......


โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข

(ที่มา:มติชนรายวัน 27 ธ.ค.2555)


รวมเว็บไซต์เกี่ยวกับสุขภาพ

 
วันนี้อาการหนาวมากเลยครับ 
ซึ่งอาการหนาว เย็น มักตามมาด้วย การเจ็บป่วย 
ในยุคดิจิตอล การหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
วันนี้ผมขอแนะนำ เว็บไซต์เกี่ยวกับสุขภาพเพื่อท่านใดสนใจด้านสุขภาพ
1.      เคล็ดลับสุขภาพ วิธีการดูแลผิวพรรณต่างๆ เส้นผม เครื่องสำอางต่างๆ กินอย่างไรให้สุขภาพดี
http://www.moac.go.th/builder/moac_health/wl_main.php
2.      โฮมเพจคลินิกรัก ดอท คอมhttp://www.clinicrak.com/
3.       สาขาวิชาทัศนมาตรศาสตร์ หลักสูตรปริญญาสำหรับผู้ประกอบโรคศิลปะที่เน้นการตรวจ
และวินิจฉัย ปัญหาทางด้านสายตาและสุขภาพตาอย่างครบถ้วนhttp://www.thaioptometry.net
4.      มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ http://www.thainhf.org/index.php
5.      มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ http://www.doctordek.com/index.php
6.      ความรู้เกี่ยวกับโรคต่างๆ เช่นโรคหวัด โรคมะเร็ง อาหารสำหรับคนป่วยของโรคต่างๆ
       โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง การกินกาแฟต่างๆ เป็นต้น http://www.siamhealth.net/
7.      ตอบปัญหาด้านสุขภาพของคณะแพทย์ศาสตร์ด้านอายุรกรรม สูตินรีเวชกรรม
และกุมารเวชกรรม หู ตา คอ จมูก และทันตกรรม http://www.thaiclinic.com/
8.      บริการสืบค้นรายการหนังสือ,วารสาร, CD-Rom และบทความผ่านระบบอินเทอร์เน็ต 
กฎหมายเกี่ยวกับอาหารและยา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546-2552  อ.ย เตือนภัยในด้านต่างๆ
http://elib.fda.moph.go.th/library/
9.     การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพของกองออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กรมอนามัย ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ
      กับการออกกำลังกาย เทคนิคการออกกำลังกาย http://dopah.anamai.moph.go.th/
10.   รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย http://www.thaicraniofacial.com/
11.   ข้อมูลเกี่ยวกับทางด้านกระดูกและข้อ ของ รศ.นพ.อารี ตนาวลี ของคณะแพทย์ศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย http://www.orthochula.com/
12.   สุขภาพ, อาหารเพื่อสุขภาพ, สมุนไพร, แพทย์ทางเลือก, นวด, อโรมาเธอราปีส์
http://www.siamhealthy.net/
13.  รวบรวมสาระน่ารู้ น่าสนใจ และเว็บไซต์เกี่ยวกับสุขภาพ อาทิเช่น ความรู้เกี่ยวกับโรคต่างๆ
http://www.yourhealthyguide.com/
14.   ผักปลอดสารพิษ คุณค่าทางโภชนาการสูง ด้วยระบบการปลูกแบบ ผักไฮโดรโปรนิกส์
http://www.siamgreenfarm.com/

ตะลึง!! พบโรค “มือ เท้า ปาก เปื่อยสายพันธุ์รุนแรง”



เผยพบผู้ป่วยโรคมือ เท้า ปาก เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71-D4 สายพันธุ์รุนแรง จำนวน 1 คนใน 100 คน...ผวาหนักกลัวระบาด

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่านพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้พบผู้ป่วยโรคมือเท้าปากในไทยจำนวนเพิ่มขึ้นไม่หยุด จากสัปดาห์ที่แล้ว 10,800 คน ขณะนี้พบมากกว่า 12,000 คนแล้ว ผู้ป่วยพบมากที่สุดในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและกระจายบางจังหวัดในภาคอีสาน แม้จะยังไม่พบผู้เสียชีวิตจากโรคมือเท้าปากในไทย แต่เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71-D4 ซึ่งเป็นสายพันธุ์รุนแรงทำให้เด็กกัมพูชาเสียชีวิต พบในไทย 1 คนในผู้ป่วย 100 คน และพบมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะนี้เกือบ 200 คนแล้ว

“สัปดาห์ หน้าจะนำเสนอเรื่องนี้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขทราบ เพื่อจัดตั้งวอร์รูมขึ้นมาเป็นคณะกรรมการควบคุมโรค โดยให้ผู้ว่าราชการทุกจังหวัดเป็นกรรมการและจะประชุมทางไกลไปยังจังหวัดที่ มีผู้ป่วยจำนวนมากให้โรงเรียนในจังหวัดนั้นๆ ปิดทันที” นพ.พรเทพกล่าว

โรคติดต่อในเด็ก:โรคมือเท้าปากเปื่อย

เป็นโรคที่มักพบการติดเชื้อในกลุ่มทารกและเด็กเล็ก แต่บางรายจะมีอาการรุนแรง ขึ้นอยู่กับชนิดของไวรัสที่มีการติดเชื้อ โรค HFMD ส่วนใหญ่พบในเด็กอายุน้อยกว่า 10 ปี โดยเฉพาะอายุต่ำกว่า 5 ปี มีอาการไข้ร่วมกับตุ่มเล็กๆ เกิดขึ้นที่ผิวหนังบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และในปาก ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง หายได้เอง ส่วนน้อยอาจมีอาการทางสมองร่วมด้วย ซึ่งอาจทำให้รุนแรงถึงเสียชีวิตได้ ส่วนใหญ่พบในเด็กอายุ 1-7 ปี ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ coxsackievirusA16 และ EV71 ผู้ป่วยจะมีไข้ฉับพลันและมีแผลเปื่อยเล็กๆ ในลำคอบริเวณเพดาน ลิ้นไก่ ทอนซิล มีอาการเจ็บคอมากร่วมกับมีน้ำลายมาก ยังไม่เคยมีรายงานการเสียชีวิต และอาจมีอาการกลืนลำบากปวดท้องและอาเจียน โรคจะเป็นอยู่ 3 - 6 วัน และมักจะหายเอง
โรคมือเท้าปากจะเกิดเชื้อไวรัสกลุ่ม Enterovirus genusซึ่งเชื้อโรคในกลุ่มนี้ประกอบไปด้วย polioviruses, coxsackieviruses, echoviruses, and enteroviruses.
สาเหตุของโรคมือเท้าปาก
เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Enteroviruses ที่พบเฉพาะในมนุษย์ ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ โรคปากเท้าเปื่อยส่วนใหญ่เกิดจาการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า coxsackie A16 มักไม่รุนแรง เด็กจะหายเป็นปกติภายใน 7-10 วัน ส่วนที่เกิดจากEnterovirus 71 อาจเป็นแบบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ Aseptic meningitis ที่ไม่รุนแรง หรือมีอาการคล้ายโปลิโอ ส่วนที่รุนแรงมากจนอาจเสียชีวิตจะเป็นแบบสมองอักเสบ encephalitis ซึ่งมีอาการอักเสบส่วนก้านสมองทำให้หมดสติ หากเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจะทำให้เกิดหัวใจวาย ความดันโลหิตจะต่ำ มีอาการหัวใจวาย และ/หรือมีภาวะน้ำท่วมปอด
อาการของโรคมือเท้าปาก
ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการป่วย หรืออาจพบอาการเพียงเล็กน้อย เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ปวดเมื่อย เป็นต้น จะปรากฏอาการดังกล่าว 3-5 วัน แล้วหายได้เอง สำหรับผู้ที่มีอาการมักจะเริ่มด้วยไข้ เบื่ออาหาร ครั่นเนื้อครั่นตัวเจ็บคอ หลังจากไข้ 1-2 วันจะเห็นแผลแดงเล็กๆที่ปากโดยเป็นตุ่มน้ำในระยะแรกและแตกเป็นแผล ตำแหน่งของแผลมักจะอยู่ที่เพดานปาก หลังจากนั้นอีก1-2 วันจะเกิดผื่นที่มือและเท้า แต่ก็อาจจะเกิดที่แขน และก้นได้ เด็กที่เจ็บปากมากอาจจะขาดน้ำ
  • ไข้ มีอาการไข้สูงอาจเกิน 39 องศาเซลเซียส 2 วันแล้วจะมีไข้ต่ำๆ ประมาณ 37.5 - 38.5 องศาเซลเซียส อีก 3-5 วัน
  • เจ็บคอเจ็บในปากกลืนน้ำลายไม่ได้ ไม่กินอาหาร
  • พบตุ่มแผลในปาก ส่วนใหญ่พบที่เพดานอ่อนลิ้น กระพุ้งแก้ม อาจมี 1 แผล หรือ 2-3 แผล ขนาด 4-8 มิลลิลิตร เป็นสาเหตุให้เด็กไม่ดูดนม ไม่กินอาหารเพราะเจ็บ ผื่นหรือแผลในปากจะเกิดหลังจากไข้ 1-2 วัน
  • ปวดศีรษะ
  • พบตุ่มพอง (vesicles) สีขาวขุ่นบนฐานรอบสีแดง ขนาด 3-7 มิลลิเมตร บริเวณด้านข้างของนิ้วมือ นิ้วเท้า บางครั้งพบที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ส้นเท้า ส่วนมากมีจำนวน 5-6 ตุ่ม เวลากดจะเจ็บ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยแตกเป็นแผล จะหายไปได้เองในเวลาประมาณ 1 สัปดาห์
  • เบื่ออาหาร
  • เด็กจะหงุดหงิด
  • ในเด็กโตจะบ่นปวดศีรษะ ปวดหลัง อาจมีอาเจียน เจ็บคอ น้ำลายไหล จากนั้นจะพบตุ่มพองใส ขนาด 1-2 มิลลิเมตร 2 ข้างของบริเวณเหนือต่อมทอนซิล (anteriar fauces) ซึ่งอาจแตกเป็นแผล หลังจากระยะ 2-3 วันแรก แผลจะใหญ่ขึ้นเป็น 3-4 มิลลิเมตร จะเห็นเป็นสีขาวเหลืองอยู่บนฐานสีแดงโดยรอบ ทำให้มีอาการเจ็บคอหรือกลืนลำบากเวลาดูดนมหรือกินอาหาร เด็กจะมีอาการน้ำลายไหล ส่วนใหญ่จะหายได้เองภายใน 3-6 วัน ยังไม่เคยมีรายงานการเสียชีวิต
ระยะฝักตัวของโรคมือเท้าปาก
หมายถึงระยะตั้งแต่ได้รับเชื้อจนกระทั่งเกิดอาการใช้เวลาประมาณ 4-6 วัน
การติดต่อของโรคมือเท้าปาก
โรคนี้มักจะติดต่อในสัปดาห์แรก เชื้อนี้ติดต่อจาก
  • จากมือที่เปื้อนน้ำมูก น้ำลาย และอุจจาระของผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อ (ซึ่งอาจจะยังไม่มีอาการ) หรือน้ำในตุ่มพองหรือแผลของผู้ป่วย
  • และโดยการหายใจเอาเชื้อที่แพร่กระจายจากละอองฝอยของการไอ จาม ของผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อ ( droplet spread)
ระยะที่แพร่เชื้อของโรคมือเท้าปาก
ประมาณอาทิตย์แรกของการเจ็บป่วย เชื้อนั้นอาจจะอยู่ในร่างกายได้เป็นสัปดาห์หลังจากอาการดีขึ้้นแล้ว ซึ่งยังสามารถติดต่อสู่ผู้อื่นได้แม้ว่าจะหายแล้ว การแพร่เชื้อมักเกิดได้ง่ายในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย ซึ่งมีเชื้อออกมามาก เชื้อจะอยู่ในลำคอ ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ไวรัสเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุของคอหอยและลำไส้ เพิ่มจำนวนที่ทอนซิลและเนื้อเยื่อของระบบน้ำเหลืองบริเวณลำไส้ และเชื้อจะออกมากับอุจจาระ ยังไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่า การแพร่กระจายของโรคเกิดจากแมลง น้ำ อาหาร หรือขยะ

Popular Posts

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

 
Copyright © 2011 toncub | High CTR Blogspot Themes designed by Ali Munandar | Powered by Blogger.Com.
My Zimbio